Thursday, July 7, 2022
More
    Homeself-development

    self-development

    I’ve Learned That Love Has Many Shapes

    Elegance isn't solely defined by what you wear. It's how you carry yourself, how you speak, what you read. We have got to change our ethics and our personal financial system and our whole way of understanding the world....

    Love Your Imperfections

    Elegance isn't solely defined by what you wear. It's how you carry yourself, how you speak, what you read. We have got to change our ethics and our personal financial system and our whole way of understanding the world....

    I Enjoy My Hobbies, My Photos

    Elegance isn't solely defined by what you wear. It's how you carry yourself, how you speak, what you read. We have got to change our ethics and our personal financial system and our whole way of understanding the world....

    5 เหตุผลที่เราไม่ควรเป็นคน 'ใจดี' เกินไปในการทำงาน การเป็นคนใจดีไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ถ้าเราปล่อยให้ความใจดีสร้างความลำบากให้ตัวเอง เพราะฉะนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความใจดีกลับมาทำร้ายเรา ลองมาดูกันว่าถ้าใจดีเกินไปจะส่งผลเสียยังไงบ้าง 1.เราจะสูญเสียเวลาส่วนตัวไป พอมีคนขอให้เราช่วยบ่อยเข้า ภาระงานของเราอาจจะงอกเป็นภูเขาด้วย ทำให้เรารับผิดชอบงานของตัวเองได้ไม่ดีเท่าเดิม หนำซ้ำอาจจะทำให้เหนื่อยมากเกินจน burnout เลยทีเดียว ทั้งนี้ ถ้าคนไหนจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเราจริงๆ ก็คงไม่เป็นไร แต่มันจะมีคนอีกประเภทที่คิดแต่จะพึ่งพาคนอื่นตลอด ทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ ซึ่งคนแบบหลังนี่แหละที่จะมาดึงเวลาของเราไป ระวังให้ดีนะ 2.คนอื่นจะตั้งความคาดหวังกับเราไว้สูง ถ้าคนในบริษัทพูดต่อๆ กันว่าเราใจดีมาก ขออะไรก็ให้หรือยอมไปหมด พอมีคนจะมาขออะไรจากเรา เขาก็จะคาดหวังว่าเราคงตอบสนองความต้องการของเขาได้แน่ๆ แต่ถ้าเกิดช่วงนั้นเรายุ่งหรือติดอุปสรรคใดๆ ทำให้ไม่สะดวกช่วยเหลือจริงๆ อีกฝ่ายก็อาจจะผิดหวังแล้วพูดเปรียบเทียบทำนองว่า ทำไมทีคนอื่นช่วยได้ แต่ทีเขาไม่ช่วยบ้าง จนอาจจะเกิดกระแสซุบซิบนินทาต่อไป โดยที่เรายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย 3. เราอาจจะถูกเอาเปรียบในสักวัน บางคนอาจจะมองว่าคนใจดีคงถูกโน้มน้าวง่ายเลยหาวิธีพูดหรือวิธีเจรจามากมายเพื่อให้เรายอมใจอ่อน ในขณะเดียวกัน บางคนอาจถึงขั้นมองว่าแม้คนใจดีจะไม่พอใจอะไรก็คงไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ หรือคงไม่ค่อยบ่นให้ใครฟัง เลยยิ่งถือโอกาสเอาเปรียบเต็มที่เลย เช่น แม้เห็นว่าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ยังทักมาขอให้ช่วยงาน หรือในวันธรรมดาก็จะขอให้ช่วยอะไรสักอย่างจนเราต้องเลิกงานเกินเวลาบ่อยๆ...

    คนเป็นหัวหน้า ให้อะไรกับลูกน้องได้บ้าง

      คนเป็นหัวหน้า ให้อะไรกับลูกน้องได้บ้าง1. ค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพราะทุกคนมีค่าในตัวเอง จำไว้เถอะว่า ส่วนต่างค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นให้พนักงานยังไงก็น้อยกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นถ้าไม่มีพนักงานช่วยทำงาน2. รางวัล คำชม เพื่อเป็นการแสดงออกว่า ทุกคนมองเห็นถึงความผลงานและความพยายาม ทำผลงานได้แค่ไหน ชมแค่นั้น พยายามแค่ไหน ชมให้มากกว่า3. ความรู้ในการทำงาน จะได้ทั้งงานทั้งมิตรภาพ เพราะงานเป็นสิ่งชั่วคราว แต่มิตรภาพสามารถอยู่ได้ตลอดไป4. ประสบการณ์ เพื่อเป็นการเปิดมุมมองใหม่ และเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจใช้ชีวิต5. ความช่วยเหลือพอประมาณ เดือดร้อนเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยกันไป งานไหนติดขัด ยื่นมือช่วยเหลือกันได้ก็รีบช่วยกัน จะได้มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นทั้งคู่ แต่ไม่ถึงกับช่วยจนเป็นง่อย6. โอกาสในการเติบโต คนเราโตขึ้นทุกวันและทุกการเติบโต ต้องการโอกาสและพื้นที่ ที่กว้างขึ้น อย่าทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนต้นไม้ในกระถางที่พยายามโตจนกระถางแตก7. ให้คำแนะนำ แต่ไม่ตัดสินใจแทน คนเราจะตัดสินใจพลาดเพราะมองไม่รอบด้าน แค่แนะนำให้เห็นในสิ่งที่ยังนึกไม่ถึงก็เป็นการให้ที่สุดยอดมากแล้ว8. ให้กำลังใจ...

    วิธีแก้นิสัยขี้หงุดหงิด

    วิธีแก้นิสัยขี้หงุดหงิด เราทุกคนหงุดหงิดกันได้ครับแต่ระดับความง่ายในการหงุดหงิดนั้นไม่เท่ากัน ส่วนคนที่ไม่เป็นคนขี้หงุดหงิดก็ดีไป แต่บางทีก็จะมีคำถามว่าหงุดหงิดไปแล้วได้อะไร.. เรื่องแบบนี้ พูดยากครับ เพราะผมเองก็ขี้หงุดหงิดได้ง่ายๆ แบบไม่มีสาเหตุในหลายๆ โอกาส บางคนอาจตอบว่าได้ระบายอารมณ์ หรือเหตุผลอื่นต่างกันไป แต่ที่แน่ๆ นั้น นิสัยขี้หงุดหงิดจะค่อยๆ ทำลายความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้างลงอย่างน่าเสียดาย ถ้าไม่อยากปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ต่อไป ลองมาทำความเข้าใจต้นเหตุและวิธีแก้ไขอารมณ์ฉุนเฉียว แล้วเราจะควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น 1.หา ‘สาเหตุ’ ว่าทำไมตัวเองถึงหงุดหงิดง่าย ความขี้หงุดหงิดของแต่ละคนมีที่มาแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราเลยควรทำความเข้าใจว่าแล้วกรณีของเราล่ะมีที่มาจากอะไร ซึ่งคนส่วนใหญ่มักหงุดหงิดเมื่อเจอเรื่องไม่ได้ดั่งใจ และเมื่อมีปัญหาที่จัดการได้ยากเข้ามา ดังนั้น ลองลิสต์ออกมาเลยว่าตอนนี้เราเจอปัญหาหรือเรื่องไม่ได้ดั่งใจอะไรบ้าง แล้วค่อยๆ แก้ไขทุกเรื่อง ทุกปัญหาที่เราเจอทางแก้ไข จะลดระดับการหงุดหงิดของเราได้ทันที่ 2.สังเกตตัวเองว่า ‘จากคะแนนเต็ม 10 ตอนนี้เราหงุดหงิดระดับไหน’ ทุกครั้งที่รู้สึกหงุดหงิดให้ลองสังเกตตัวเองว่า “จากคะแนนเต็ม 10 ตอนนี้เราหงุดหงิดระดับไหน” เช่น ถ้าตอบว่าระดับ 3 ก็หมายความว่าเรายังไม่หงุดหงิดเท่าไหร่ แต่ถ้าตอบว่าระดับ 9 ก็ต้องรีบหาทางทำให้ตัวเองใจเย็นลง ผมแนะนำวิธีนี้เพราะถ้าเราให้คะแนนตัวเองได้ นั่นหมายความว่าเราจะค่อยๆ มีสติรู้ทัน ทำให้ไม่เผลอพูดจาหรือแสดงกิริยาไม่ดีออกไป 3.มองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่าง...

    หายใจให้เป็น

    หายใจให้เป็น เมื่อวานนี้ ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็ง ผู้เขียนมาอธิบายคำตอบว่า ทำไมคนที่ทานมังสวิรัติ ไม่ทานเนื้อสัตว์แล้วยังเป็นมะเร็ง ผู้เขียนบอกว่า เป็นคำถามที่น่าสนใจและเชื่อว่าหลายคนยังมีความเข้าใจผิดอยู่มากว่าการงดเนื้อสัตว์แล้วจะไม่เป็นมะเร็ง มีประเด็นนึงน่าสนใจมากว่า โอกาสในการเป็นมะเร็งของคนเรานั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณอออกซิเจนที่เรามีในเลือด ถ้าเรามีออกซิเจนมาก เซลล์ในร่างกายจะแข็งแรงดีและไม่เปลี่ยนตัวเองไปเป็นเซลล์มะเร็ง “สาเหตุที่เซลล์ในร่างกายขาดออกซิเจน มีหลายสาเหตุครับ เช่น เครียด พักผ่อนน้อย ความเร่งรีบกับการใช้ชีวิต อารมณ์ขี้หงุดหงิด ขี้บ่น ขี้โมโหที่เกิดบ่อยๆ เพราะมันเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการเผาผลาญพลังงานอย่างสูงและ อย่างมาก ...ส่งผลให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงตามอย่างเร็ว โดยเฉพาะสมองเรานั้น กินพลังงานสูงเป็น 5 เท่าของทุกอวัยวะ คิดง่ายๆ ว่า ... ถึงแม้เราจะกินผักปลอดสารพิษ จะบริสุทธิ์สะอาดแค่ไหน หากเราเครียดติดต่อกัน 5 วัน เซลล์ของเราก็จะกลายเป็น เซลล์มะเร็งได้ทันที ส่วนการกินเนื้อสัตว์ก็เป็นอีกสาเหตุนึงเพราะร่างกายต้องใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญเยอะ เมื่อออกซิเจนไม่พอ ทำให้เซลล์ต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดจึงเปลี่ยนไปใช้คาร์บอนไดออกไซด์แทน และเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งนี่สุด” แม้ว่าข้อมูลนี้ จะดูแล้วน่าเชื่อ มีเหตุผลระดับนึง...

    วิธีการยกระดับตัวเอง

    วิธีการยกระดับตัวเอง เราต้องยอมรับกันแล้วว่า โลกเราในอนาคตอันใกล้นี้จะมีที่ว่างให้กับคนธรรมดาน้อยลงทุกที เพราะการแข่งขันสูงขึ้น ความคาดหวังจากหน้าที่การงานและจากลูกค้าที่มากขึ้นตามระดับความยากของการทำธุรกิจ ทำให้คนทำงานหรือธุรกิจที่ความสามารถอยู่ในระดับทั่วๆไป หรือพัฒนาต่อไม่ได้ จะกลายเป็นทางเลือกท้ายๆในที่สุด ผมคิดว่า คงไม่มีใครอยากเป็นทางเลือกอันดับท้ายๆ นะครับ เพราะว่ามันไม่สนุกแน่นอน และใครที่ไม่อยากให้ตัวเองอันดับหล่นรูดลงไปอยู่อันดับท้ายคงต้องเริ่มยกระดับความสามารถตัวเองตั้งแต่วันนี้ วันที่ผมเชื่อว่าเราทุกคนยังมีโอกาส โดยจะขอยกตัวอย่างจริงของชีวิตตัวเองประกอบไปด้วย 1. เริ่มต้นจากการตัดสินเลือกสิ่งที่เราจะอยากจะยกระดับตัวเองไปจนจุดนั้น ก่อนจะเริ่มต้นทำอะไรก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องทำคือรู้เป้าหมายก่อนว่าเราอยากไปไหน เป็นอะไร ทำความเข้าใจถึงข้อดี ข้อเสีย สิ่งที่เราจะได้ และต้องเสียสละเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายนั้น เพราะทุกอย่างที่เราได้มาต้องแลกกับอะไรหลายอย่างเสมอ อันสุดท้ายนี้สำคัญมาก พยายามมองทุกอย่างให้รอบด้าน อย่ามองแต่ด้านได้อย่างเดียวเพราะเมื่อถึงเวลาที่เราต้องเสียอะไร เราจะหมดใจเอาง่ายๆ เพราะไม่ได้เตรียมใจมาก่อน ตอนผมตัดสินใจทำเพจนี้ เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 57 ตอนนั้นว่างงานพอดีและไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยลองเปิดเพจดูละกัน หลังจากเปิดไปได้สัก 2 อาทิตย์ก็เริ่มมีคนตามมากขึ้นจนรู้สึกว่า อยากจะทำเพจให้จริงจัง เพื่อจะได้ออกหนังสือต่อไป ตอนนั้นคิดแค่นี้เอง ไม่ได้หวังอะไรนอกจากนั้น เพราะยุคนั้น...

    เราควรทำอะไร เพื่อให้สิ่งที่ทำพลาดไป ไม่เสียเปล่า

    เราควรทำอะไร เพื่อให้สิ่งที่ทำพลาดไป ไม่เสียเปล่า   ตลอดการใช้ชีวิตของเราทุกคน อย่างน้อย คงมีสักหนึ่งเรื่องที่เรารู้สึกเสียใจหรือเสียดายกับสิ่งที่ได้ทำลงไป   ถ้าความรู้สึกเหล่านั้นมันจะหายไปพร้อมกับกาลเวลาก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้ามันยังฝังใจ จนเก็บมาคิดเมื่อไหร่ก็ทุกข์ ไม่สามารถมูฟออนต่อไปได้ จะแก้ยังไงดี   1.ลอง ‘ทบทวน’ ว่าเราเสียเวลาคิดเรื่องนั้นมา ‘นานแค่ไหน’ แล้ว   สำหรับบางคน แม้เรื่องที่เคยเกิดขึ้นจะผ่านมานานแค่ไหน เมื่อนึกถึงทีไรก็ยังรู้สึกไม่ดีทุกที ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ความเจ็บปวดจากเรื่องร้ายเหล่านั้นคงไม่ลดลง   ผมเลยอยากชวนคิดว่าเราเสียเวลานึกถึงเรื่องนั้นมานานแค่ไหนแล้ว และการคิดซ้ำๆ วนเวียนอยู่กับเรื่องนั้นมันช่วยทำให้อะไรดีขึ้นบ้างไหม ถ้าคำตอบคือ ‘ไม่’ ผมแนะนำให้ลองใช้วิธีในข้อถัดไปครับ   2.ถามตัวเองว่าได้ ‘เรียนรู้’ อะไรจากเรื่องที่ทำพลาดไปบ้าง   คนเราจะรู้สึกเสียใจน้อยลงถ้ารู้ว่าสิ่งที่ทำพลาดไปได้สอนให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนอื่น และเข้าใจธรรมชาติของโลกมากขึ้นยังไงบ้าง   ดังนั้น แทนที่จะนึกถึงแต่ข้อเสียของสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ลองหากระดาษสักแผ่นมา แล้วเขียนเป็นข้อๆ เลยว่าตัวเองได้เข้าใจอะไรหรือได้เรียนรู้เรื่องไหนบ้างจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น   3.หาวิธี ‘แก้ไข’ สิ่งที่ทำให้ดีขึ้นได้ในปัจจุบัน   สำหรับเรื่องที่ผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ผมขอไม่พูดถึง แต่ถ้ามีเรื่องที่เราสามารถแก้ไขให้ดีขึ้น ผมก็เชียร์ให้เปิดใจแก้ไขดูนะครับ...

    เลือกแบบไหน ให้ชีวิตมีความสุข

    เลือกแบบไหน ให้ชีวิตมีความสุข ชีวิตมักจะมอบโจทย์ยากให้เราเสมอ แต่เราเองก็มีสิทธิ ‘เลือก’ เช่นกันว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้ยังมี ‘ความสุข’ ท่ามกลางเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ดังนั้น ลองมาดูกันว่าเราควรเลือกทำอะไร เพื่อประคองให้ตัวเองยังมีความสุขได้ในทุกๆ วัน 1.เลือกที่จะ ‘ทบทวนตัวเอง’ บ่อยๆ ถ้าเราทบทวนตัวเองบ่อย ๆ เราจะค่อยๆ เข้าใจว่า ‘ความสุข’ ในนิยามของเราเป็นยังไง และเมื่อเรานิยามความสุขของตัวเองได้ เราจะรู้ว่าควร ‘เลือก’ อะไรให้กับตัวเอง 2.เลือกที่จะ ‘ซื่อสัตย์’ กับ ‘ความต้องการ’ ของตัวเอง เช่น ก่อนตั้งเป้าหมายอะไร เราควรถามตัวเองด้วยว่าเราต้องการเป้าหมายนั้นจริงๆ หรือเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างเฉยๆ เพราะถ้าลุยทำเป้าหมายนั้นไปเลย ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่มีคุณค่าอะไรต่อใจเรา 3.เลือกที่จะอยู่กับ ‘ปัจจุบัน’ ถ้าเรามัวแต่จมอยู่กับความผิดพลาดในอดีต หรือมัวแต่กังวลกับอนาคต เราจะอดเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดีๆ ในปัจจุบัน และอาจจะต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ซึ่งมันไม่คุ้มเลย 4.เลือกที่จะยอมรับ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ คนเราหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าเรามัวแต่รังเกียจความเปลี่ยนแปลงก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมา ในทางกลับกัน...

    Popular posts

    Must Read