Monday, August 15, 2022
More

    2030

    ทำไมเราควรรู้อนาคต

    เมื่อวานผมได้รับเกียรติจากสำนักพิมพ์ Biblio ให้ไปร่วมคุยเกี่ยวกับหนังสือ 2030 อนาคตอันใกล้ไม่มีอะไรเหมือนเดิม
    ผลงานแปลเล่มใหม่ของทางสำนักพิมพ์ครับ น่าสนใจมากทีเดียว

    ชื่อหนังสือก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตที่กำลังจะมาถึงในช่วงปี 2030 หรือไม่กี่ปีจากนี้แล้ว ซึ่งเรื่องราวที่เล่าไว้ในหนังสือต้องบอกว่าน่าสนใจมาก เพราะหลายๆ เรื่องนั้นเราเองก็เริ่มเห็นตั้งแต่วันนี้แล้วว่ามันเกิดขึ้นจริงแน่นอนเช่น จำนวนผู้สูงวัยจะมากกว่าคนวัยทำงานเกินครึ่งโลก หรือภาวะโลกร้อนที่จะถึงจุดพีคที่สุดโดยมีต้นเหตุมาจากเมืองใหญ่ทั้งหลาย ไม่นับอีกหลายเรื่องที่เราไม่เคยได้รู้มาก่อนเช่นประเทศในแอฟริกา มีการใช้ digital wallet แทนการใช้เงินสดมากในระดับต้นๆ ของโลก และตลาดใหม่ที่น่าจับตามองคืออินเดียและแอฟริกา เรื่องต่างๆ เหล่านี้ ไปอ่านได้จากหนังสือครับ อ่านง่ายและอธิบายไว้ได้ดีมากจริงๆ

    คำถามที่น่าคิดคือ เราจำเป็นต้องรู้อนาคตหรือไม่
    แค่ไหน และจะรู้ล่วงหน้าแบบนานหลายปีไปเพื่ออะไร ในเมื่อเราก็เห็นกันอยู่ว่าทุกวันนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน

    ประเด็นคือ เราต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่เป็น mega trend แนวโน้มระดับยักษ์ใหญ่ที่ยังไงก็เกิดแน่ ปฏิเสธไม่ได้ กับเรื่องที่เป็น trend อื่นทั่วไป เรื่องที่ย่อยลงมาในแต่ละสาขาหรือวงการ

    mega trend เช่น โลกจะเต็มไปด้วยคนสูงวัย ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีคนสูงวัยมากกว่าคนวัยทำงาน (working class) เพราะอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตายมานานเกิน 20 ปีแล้ว คนเราแก่ขึ้นทุกวันในขณะที่เราเร่งอายุเด็กไม่ได้ ดังนั้น เรื่องคนแก่ล้นโลกจึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ยังไงก็ต้องเจอ

    สิ่งที่น่าสนใจของคนทำธุรกิจคือ ภายใต้ mega trend เดียวกัน แต่ละคนจะเลือกจับโอกาสธรุกิจได้แตกต่างกันไป แล้วแต่ความถนัดและความสนใจของแต่ละคน รวมถึงภูมิภาค ตลาดที่ตนเองทำธุรกิจอยู่ด้วย ว่ามีเงื่อนไข ปัจจัยอะไรประกอบอีกบ้าง เช่น จำนวนประชากร วัฒนธรรม ความพร้อมด้านพื้นฐานของประเทศ เทคโนโลยี ฯลฯ

    – บางคนสนใจธุรกิจอาหารเพื่อคนสูงวัย
    – บางคนเห็นโอกาสธุรกิจสุขภาพ
    – บางคนเลือกทำธุรกิจท่องเที่ยว ทัวร์คนแก่
    – บางคนเลือกทำสินค้าเทคโนโลยี เช่นสัตว์เลี้ยงหุ่นยนต์อัจฉริยะเพื่อให้คนแก่มีไว้เป็นเพื่อน

    เห็นไหมครับว่า ภายใต้ trend เดียวกัน เราเห็นโอกาสอะไรได้มากมายขนาดไหน

    นอกเหนือจากเนื้อหาในหนังสือแล้ว ส่วนตัวผมมองว่า trend หนึ่งในอนาคต ที่อยู่ภายใต้เรื่องของผู้สูงวัย โดยเฉพาะในบ้านเราคือ ผู้สูงวัยจะโดดเดี่ยว พี่น้องจะย้ายกลับมาอาศัยอยู่ร่วมกัน ในขณะที่ลูกหลานแยกย้ายไปอยู่ประเทศอื่น ซึ่งผมขอเรียกสิ่งที่ว่าเป็น brotherhood return (ผมเรียกเองนะครับ ไม่เคยมีบัญญัติไว้)

    ที่จริงคือผมเห็นแนวโน้มเรื่องนี้มาพักใหญ่แล้วครับ

    ผู้ใหญ่-ผู้สูงวัยรอบตัวผมหลายคน มีลูกๆ แต่งงานและย้ายไปตั้งรกรากที่ต่างประเทศกันหมดแล้ว โดยเฉพาะลูกๆที่ไปเรียนต่อและได้โอกาสทำงานที่นั่น พออยู่แล้วคราวนี้ยาวเลย พ่อแม่ลูกเองก็ไม่ได้ลำบากมากเรื่องการสื่อสาร ยังโทรคุยกันได้ทุกวันให้หายคิดถึงได้เยอะซึ่งต่างจากสมัยก่อน

    ผู้ใหญ่เหล่านั้น ต่างคนต่างโดดเดี่ยว ไปๆมาๆ ก็เริ่มย้ายกลับมาอยู่ดูแลกันเอง พี่น้องที่เคยแยกย้ายไปตอนสร้างครอบครัว เมื่อหมดหน้าที่แล้วก็ถึงเวลากลับมารวมตัวกันอีกครั้งแม้ว่าการรวมตัวจะไม่ได้สนุกสนานอะไรมาก แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าแยกกันต่างคนต่างอยู่ หรือไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ในบ้านพักคนชรา

    ใครที่เชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น วันนี้ก็ต้องคิดแล้วว่าจะปรับสินค้าของตัวเองอย่างไร ผมเองก็ลองคิดเล่นๆไวๆ ได้มา 7 อย่าง

    1. บ้านชั้นเดียว หลายห้องนอนขนาดเล็ก มีห้องน้ำในตัว แต่มีพื้นที่ส่วนกลางในบ้านใหญ่ขึ้น ตัวบ้านเล็ก บริเวณบ้านใหญ่ ทั้งบ้านติดตั้งระบบ IoT เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัย มี censor ดูว่ามีใครล้มในบ้านหรือไม่

    2.บริการ cooking at home โดยเมนูอาหารจะออกแบบตามผลสุขภาพของสมาชิกในบ้าน

    3. ธุรกิจ telemedicine ไปตั้งสาขาประจำหมู่บ้าน หรือ community

    4. ธุรกิจ network hospital

    5. ธุรกิจ DIY สำหรับการซ่อมบ้าน แต่ช่างต้องฝีมือดีหน่อยและเข้าใจระบบการติดตั้ง IoT ไม่ใช่ไปขุดเจาะอะไรมั่วซั่วจนบ้านพัง

    6. ธุรกิจออกแบบ ปรับปรุงบ้านจากบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านสำหรับผู้สูงอายุ เน้นว่าปรับปรุงนะครับ ไม่ใช่สร้างใหม่ เพราะผู้สูงอายุจะมีพฤติกรรมเอาสมบัติเก่ามาปรับปรุงใหม่ และเงินก็ไม่ได้มีมากพอสำหรับการลงทุนซื้อใหม่ด้วย งานปรับปรุงนี้รวมไปถึงคนทั่วไปที่ปรับบ้านตัวเองให้ผู้สูงอายุเช่าอยู่ร่วมกันด้วย

    7. สถานศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ อันนี้เป็นเรื่องจริงที่ว่า ต่อไปโรงเรียนจะกลายเป็นคนแก่ไปเรียนเพราะเด็กๆ ไม่เรียนแบบในห้องเรียนอีกแล้ว

    ประเด็นต่อมาคือ รู้ล่วงหน้านานขนาดนี้ จะเป็นการรู้เก้อรึเปล่า เพราะถึงเวลานั้นจริง อะไรๆ อาจจะเปลี่ยนไปหมดแล้ว

    เรื่องนี้ผมคิดว่า เรารู้ไว้แล้วเก้อยังไงก็ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยครับ

    สิ่งที่เรารู้ เวลามันจะคลาดเคลื่อนเปลี่ยนไปจากเดิม มันจะค่อยๆเปลี่ยนจนเราสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น
    แต่ถ้าเราไม่รู้อะไรเลย นั่นแปลว่าเราอาจจะไม่รู้ถึงการเกิดขึ้นจนดับสลายของสิ่งนั้นไปเลยด้วยซ้ำ แปลว่าเราตกรถ เสียโอกาสอย่างมหาศาล

    ยอมเป็นคนที่รู้ มีข้อมูลประกอบการพิจารณา แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ แค่ไหนก็ยังได้ เรียกว่ามีโอกาสเลือกให้ตัวเอง
    อย่าเป็นคนที่ไม่รู้และถูกบังคับให้ทำอะไรแบบไม่มีทางเลือก

    มีความรู้ไว้เป็นอาวุธพร้อมใช้ ดีกว่าไม่มีอะไรติดมือแล้วโดนบังคับให้ออกไปสู้รบ

    เหมือนกับที่ครั้งนึง บรู๊ซ ลี เคยบอกว่า
    “ขอเลือกที่จะเป็นนักรบในสวนดอกไม้
    ดีกว่าเป็นคนขายดอกไม้ในสนามรบ”

    ขอบคุณสำนักพิมพ์ being ไว้อีกครั้งตรงนี้ด้วยครับ
    #trickofthetrade #bookreview #หนังสือน่าอ่าน

    LEAVE A REPLY

    Please enter your comment!
    Please enter your name here