Monday, August 15, 2022
More
    HomeBook Reviewจงอ่านหนังสือ 5 เล่มนี้ ...

    จงอ่านหนังสือ 5 เล่มนี้ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง จนไม่อยากกลับไปเป็นคนแบบเดิมอีกเลย

    หนังสือ 5 เล่มที่ควรอ่านเพื่อการพัฒนาตัวเองในปี 2022
    .
    คนที่ประสบความสำเร็จอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเผยความลับว่าเค้าอ่านหนังสือวันละ 500 หน้า ทุกวัน เพื่อเพิ่มความรู้ ช่วงต้นปีแบบนี้ถ้าใครมี New Year Resolution ว่าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรืออยากอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น
    ลองใช้เวลาอ่านหนังสือ 5 เล่มนี้เพื่อการพัฒนาตัวเองในปี 2022

    .
    1. ‘Thirteen Things Mentally Strong People Don’t Do’ by Amy Morin (2014)

    เล่มนี้อธิบายถึงการพัฒนาจิตใจให้แข็งแกร่ง ควบคุมอารมณ์ ความคิด และ การกระทำของเรา ด้วยข้อคิด ตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจ และ วิธีแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริงและ หนังสือเล่มนี้จะทำให้เราเอาชนะความกลัวและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
    .
    Key message หลักของหนังสือเล่มนี้คือ คนที่มีสภาพจิตใจเข้มแข็งจะแทนที่ความรู้สึกสงสารตัวเองด้วยความรู้สึกขอบคุณตัวเองที่สามารถผ่านช่วงเวลายากลำบากเหล่านั้นมาได้

    ตัวอย่างที่ในหนังสือเล่าไว้ คือ เรื่องของนักวิ่งมาราธอน Marla Runyan เธอมีโรคทางพันธุกรรมเกี่ยวกับความผิดปกติเกี่ยวกับจอประสาทตา (Stargardt’s disease) ทำให้เธอมองเห็นภาพที่ไกลกว่า 200 เมตรไม่ชัดตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ขัดขวางเธอในการวิ่งมาราธอนซึ่งเธอได้เหรียญทองและสร้างสถิติโลกจากการวิ่งพาราลิมปิกปี 1992 และ ปี 1996 เธอยังเขียนหนังสือ และ เรียนจบปริญญาโทอีกด้วย

    เธอไม่เคยรู้สึกว่าความผิดปกติทางสายตาของเธอเป็นข้อด้อย และ ข้อจำกัดในการทำอะไรเลย เธอบอกว่าแทนที่นั่งคร่ำครวญในโชคชะตาที่เกิดขึ้น เธอกลับขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตเธอมากกว่า เพราะสิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้เธอมีกำลังใจ ฮึดสู้ และไม่ยอมแพ้

    .
    2. ‘How Will You Measure Your Life?’ by Clayton M. Christensen, James Allworth and Karen Dillon (2012)

    ข้อคิดการใช้ชีวิตโดยอาจารย์ Clayton M. Christensen ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและเคยต่อสู้กับโรคมะเร็งมาแล้ว ได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตที่สร้างความสมดุลทั้งงานที่ประสบความสำเร็จควบคู่ไปกับความสุขที่แท้จริงในชีวิต

    ในเล่มนี้พูดถึงหลายแง่มุมของชีวิต ตั้งแต่ การสร้างแรงจูงใจและวิธีที่ทำให้แรงจูงใจที่เราสร้างขึ้นมาไม่มอดไป กลยุทธ์ที่เหมาะกับการนำไปพัฒนาในอาชีพที่เราทำอยู่ การสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เรารักให้แน่นแฟ้นขึ้น และ สร้างความรักและเข้าใจกันในครอบครัว
    .
    Key Message คือ
    – ‘เงิน’ จะไม่ใช่สิ่งสำคัญถ้าเรามีความพอใจในอาชีพของเรา
    -โอกาสที่เราทั้งได้รับและไม่ได้รับคือกลยุทธ์ที่ดีสำหรับการมีอาชีพที่ดี
    -ชีวิตเราก็เหมือนการทำธุรกิจ ถ้าเราอยากจัดการชีวิตให้ดีต้องรู้ว่าเรามีข้อดีข้อเสีย จุดเด่นจุดด้อย และมีความรู้ทางด้านไหนบ้าง เพื่อนำมาใช้ในชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ
    -ความสุขที่แท้จริงคือความรักและความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว
    -ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือสิ่งล้ำค่า
    เล่มนี้ เป็นหนังสือที่หยิบมาอ่านได้บ่อยๆ ครับ อย่างน้อย 2-3 ปี ผมจะหยิบกลับมาอ่าน และจะได้อะไรใหม่ทุกครั้ง ถือเป็นเล่มที่ต้องมีติดบ้านจริงๆ

    .
    3. ‘Finding Your Element’ by Sir Ken Robinson (2013)

    หนังสือที่แนะนำวิธีการค้นหาความชอบและความสามารถที่แท้จริงในตัวเรา เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
    .
    Key Message คือ เริ่มจากการชื่นชมในความเป็นตัวของตัวเอง ทุกคนบนโลกมีความแตกต่างและมีความพิเศษในตัวเองที่แตกต่างกัน และ เชื่อว่าเรามีทั้ง skill ในตัวเองที่ยังไม่เคยรู้ว่าเราทำได้ และskill ที่เราถนัดจากความรู้ สังคม และ สภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมเราขึ้นมา

    ในหนังสือยังแนะนำอีกว่าให้ลองหยุดการวางแผนระยะยาว และ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหันในชีวิต ซึ่งเราอาจจะเจอกับโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนแปลงนี้ที่ทำให้เราถึงเป้าหมายได้เช่นกัน

    Sir Ken Robinson ยังมี TED TALK เรื่อง Do School Kills Creativity? ที่ติดอันดับ หัวข้อ Top 10 ที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลกอีกด้วย

    .
    4. ‘Emotional Intelligence’ by Daniel Goleman (1995)

    หนังสือที่อธิบายเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ที่มีอิทธิพลกับเราในหลายๆ ด้านของชีวิต และอธิบายแนวทางการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของตัวเอง ให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง
    .
    Key Message ‘ตอนนี้เรามีความรู้สึกอะไรอยู่’ ให้ลองถามตัวเองด้วยคำถามนี้เพื่อให้เรารู้ทันอารมณ์ของตัวเอง

    บางคนจะคิดว่าอารมณ์ คือ สิ่งที่เรารู้สึกไม่ว่าจะโกรธ เศร้า ดีใจ แต่ที่จริงแล้วอารมณ์อยู่กับเราในทุกๆ ความคิดและการตัดสินใจ และยังช่วยให้เราเข้าใจโลกและการมีปฏิสัมพันธ์อันดีกับคนอื่นๆ ในสังคม

    ในหนังสือยังอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้อารมณ์ของเราเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีในแต่ละวันและหลีกเลี่ยงการสร้างพฤติกรรมที่ดูจะทำอันตรายกับตัวเรา

    หนังสือเล่าอีกด้วยว่า ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ยังช่วยทำให้สมองซีกซ้ายและขวาทำงานร่วมกันอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ พร้อมกับตอบคำถามของคนที่สงสัยว่าความฉลาดทางอารมณ์จะช่วยพัฒนาตัวตนและนำไปสู่การพัฒนาสังคมได้อย่างไร

    เพราะบางครั้งคนเราจะสำเร็จหรือล้มเหลว มันตัดสินกันเพียงช่วงอารมณ์เดียวเท่านั้นจริงๆ

    .
    5. ‘How to Stop Worrying and Start Living’ by Dale Carnegie (1948)

    เป็นหนังสือคลาสสิกที่สุดที่อธิบายให้เราเข้าใจง่ายๆ ว่าเราจะจัดการความกังวลทิ้งไปได้อย่างไร
    .
    Key Message อาชีพที่สร้างความเครียด และกังวลมากๆ ให้เรา คือ สิ่งที่แย่ที่สุดต่อสุขภาพร่างกาย ความสับสนก็เป็นบ่อเกิดของความกังวล คำว่า ‘จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว’ นั่นก็หมายถึงเมื่อเรารู้สึกสับสน เครียด กังวล และ หดหู่ในชีวิต หรือ มีเหตุการณ์ร้ายๆ มากระทบจิตใจของเราเมื่อไหร่ ก็จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราได้แทบจะทันที ทั้งโรคหัวใจ โรคกระเพาะ ความดันสูง

    Dale Carnegie จึงแนะนำให้ หาต้นเหตุของความกังวลนั้น ยอมรับมัน และลงมือหาทางจัดการโดยที่เมื่อตัดสินใจลงมือทำแล้วจะไม่เสียใจหรือมองย้อนกลับไปอีก ‘เรามีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้ จงสลัดความกังวลในอดีตและอนาคตออกไป’

    หากใครคิดว่าไม่มีเวลาอ่านหรือยังไม่อยากซื้อ เริ่มต้นจากการหารีวิวสรุปอ่านดูก่อนก็ได้

    ขอแค่อ่านแล้วเริ่มต้นทำสิ่งที่หนังสือแนะนำ เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองครับ

    ขอบคุณข้อมูลจาก inc
    #trickofthetrade#bookreview#หนังสือน่าอ่าน

    LEAVE A REPLY

    Please enter your comment!
    Please enter your name here