Trick of the trade
Trick of the trade
วันนี้... งานของเรายังดีอยู่ไหม
 

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทดลองทำ poll สำรวจความเห็นเรื่องความมั่นใจกับงานที่กำลังทำว่า เดือนที่เหลือคือว่า ยังมั่นคงดี หรือไม่แน่ใจว่าจะไปก่อนสิ้นปี

 

มีผู้ตอบรวม 490 คน ผลออกมาคือ 49% มั่นใจ และอีก 51% ไม่มั่นใจ ถือว่าเป็นตัวเลขที่เกินจากความคาดหมายส่วนตัวของผมไปมากสำหรับคนที่ตอบว่ามั่นใจ

 

มีโอกาสได้อ่านบทความ เกี่ยวกับความมั่นคงของงานที่เรากำลังทำอยู่ ซึ่งคิดว่าน่าจะเหมาะกับกลุ่มที่ตอบว่า ไม่มั่นใจ จะได้รีบนำไปปรับตัว เตรียมรับมือกับเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น

 

อย่างที่เรารู้กันดีว่า สถานการณ์ตอนนี้ทุกอย่างอยู่บนความไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อวานนี้ (13 ก.ค.) บ้านเราดันมีการตรวจพบเคสผู้ป่วยโควิดรายใหม่ที่อยู่เข้ามาในประเทศและออกไปสถานที่ต่าง ๆ มาหลายแห่ง สิ่งที่เรากลัวที่สุดก็อาจจะกลับมาหลอกหลอนอีกก็ได้และนั่นหมายความโอกาสที่จะล็อคดาวน์เมืองพาให้เศรษฐกิจหยุดชะงักก็อาจจะเป็นไปได้ และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง นั่นคือฝันร้ายแน่นอน

 

เมื่อสถานการณ์บริษัทไม่ค่อยดี แน่นอนว่า ในวิธีการจำเป็นที่ต้องทำเพื่อรักษาบริษัทเอาไว้คือการลดพนักงานที่โดยปกติแล้วเป็นวิธีที่ไม่มีใครอยากทำ แต่เมื่อถึงความจำเป็นขั้นสุดท้ายบริษัทก็จำเป็นต้องทำอยู่ดี

 

วิธีการสังเกตว่า เราเป็น ในพนักงานที่อาจจะถูกเลิกจ้างหรือไม่ ให้ดูจาก

 

บริษัทของเราถูกขายให้คนอื่น แม้จะเป็นการขายหุ้นแค่บางส่วนก็ตาม 

 

เมื่อบริษัทมีการเปลี่ยนมือเจ้าของ หรือเพิ่มเจ้าของรายใหม่เข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือ

-       นโยบายการบริหารเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นด้านการขาย การบริหารงานออฟฟิศ การนำระบบ automation เข้ามาแทนคน ฯลฯ ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพราะเจ้าของใหม่จะประเมินก่อนเข้าซื้อแล้วว่า จะทำธุรกิจนี้ให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไรจึงตัดสินใจเข้าซื้อ

-       มีการซ้ำกันของตำแหน่งงานจากบริษัทของและบริษัทของเจ้าของใหม่ จึงมีความเป็นไปได้ว่า การควบรวมตำแหน่งงาน ใช้ทรัพยากรร่วมกันจึงเป็นทางเลือกที่ประหยัดและใช้คนได้เต็มประสิทธิภาพมากกว่า

 

บริษัทมีการลดค่าใช้จ่ายแบบผิดสังเกต เช่นลดงบการตลาด ลดค่านั่นค่านี่แบบไม่มีสาเหตุ การลดค่าใช้จ่ายเยอะแบบนี้คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถานะการเงินของบริษัทเริ่มไม่ดีแล้ว และมันอาจจะส่งผลมาถึงตัวพนักงานในวันหนึ่ง

 

3 เราเริ่มรู้สึกได้ถึงการถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมในงาน

 

งานอะไรที่เราเคยมีส่วนร่วม แต่วันนึงกลับโดนตัดออกจากวงทำงาน ใครเจอแบบนี้รู้ตัวเลยว่า บริษัทกำลังบอกอ้อม ๆ แล้วว่าคุณคือคนไม่จำเป็น

 

4 ระดับงานที่รับผิดชอบลดลง และงานเดิมถูกดึงไปให้คนอื่นทำแทน

 

อันนี้คือสัญญาณแรง เมื่อการลด level ตัวเราให้ไปทำงานเล็กลง เหมือนตั้งใจจะทำให้เราเสียหน้าเบา ๆ ว่าต้องไปทำอะไรผิดมาถึงโดนลดระดับความรับผิดชอบ แม้จะเป็นการลดแบบไม่เป็นทางการก็ตาม

 

5 เรามีผลงานไม่โดดเด่นมากพอ

 

ในยามที่บริษัทกำลังเกิดวิกฤต แน่นอนที่สุดว่าบริษัทจะเลือกเก็บเฉพาะพนักงานที่มีผลงานโดดเด่นกว่าเพื่อน ทั้งเก่งเฉพาะด้านจนหาใครแทนไม่ได้ หรือทำงานได้หลายอย่างจนรวบงานหลาย ๆ คนมาไว้ที่คน ๆ เดียว 

 

ใครที่ไม่เข้าข่าย 2 กลุ่มด้านบน เวลาของเราอาจเหลือไม่มากนะครับ

 

6  เราถูกประเมินว่าผลงานแย่โดยไม่มีสาเหตุ

 

ถ้าเราเคยได้รับการประเมินว่าผลงานอยู่ในระดับกลาง-ดี-ดีมาก แต่อยู่ ๆ กลับโดนประเมินว่าทำงานแย่ (โดยเฉพาะการประเมินช่วงกลางปีที่ผ่านมา) ขอให้รู้ว่า นั่นคือการพยายามทำให้เราน้อยใจแล้วไปหาที่อื่นอยู่ 

 

ใครเจอแบบนี้ แต่เชื่อว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดหรือผลงานแย่ขนาดนั้น ก็ไม่ต้องไปโกรธเคืองผู้ประเมินเพราะแท้จริงแล้ว เค้าอาจจะไม่ได้อยากประเมินแบบนั้นก็ได้ แต่ไม่รู้จะหาเหตุผลอย่างไรให้เราออกโดยไม่ต้องจ่ายชดเชยจึงต้องหาวิธีอื่นมาแทน 

 

บริษัทเข้าสู่กระบวนการล้มละลายปรับโครงสร้างหนี้

 

ในกรณีที่บริษัทของเราจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายและปรับโครงสร้างธุรกิจ ในแผนการปรับโครงสร้างกิจการที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนคือแผนลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และคนก็เป็น ในค่าใช้จ่ายที่หนักที่สุด เพราะฉะนั้น การลดคนจึงเป็นเรื่องปกติ

 

ถ้าหากประเมินสภานการณ์แล้วว่าเราเป็น ในคนเป้าหมาย แน่นอนว่าเราคงมีทางเลือกแค่ ทาง คืออยู่ให้ไหว หรือไปที่อื่น แต่สิ่งสำคัญที่สุดอย่างแรกทีต้องทำคือ ให้โฟกัสไปที่การหางานใหม่ทันที โดยรักษาคุณภาพการทำงานกับที่เดิมไว้ไม่ให้ตก เพราะการหางานในขณะที่เรากำลังมีงานทำจะลดความกดดันของตัวเราอย่างมาก

 

แล้วกับที่ทำงานเดิม สิ่งที่เราควรทำได้แก่

 

1.     เข้าไปคุยกับหัวหน้างานถึงสิ่งที่เรากังวลอยู่ คุยตามตรงลักษณะนี้ว่ารู้สึกเห็นอะไรหลายๆอย่างในบริษัทท่าทางไม่ค่อยดี มีอะไรให้เราช่วยได้หรือไม่”  แต่ไม่ควรลักษณะเอาปัญหาตัวเองไปใส่บริษัทอีก เช่น ลูกยังเล็ก ถ้าตกงานตอนนี้จะลำบาก ฯลฯ เพราะต้องไม่ลืมว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นปัญหาส่วนตัวของเรา

2.     เร่งปรับปรุงผลงานของตัวเองให้โดดเด่นขึ้น งานอะไรพอจะทำเพิ่มได้ ก็อาสารับมาทำ

3.     ใกล้ชิดเพื่อนร่วมงานให้มากขึ้น อย่าปลีกวิเวก social interaction ช่วยเราได้

4.     ขอย้ายไปแผนกอื่นที่มั่นคงกว่า ใครที่มีเพื่อนเยอะ มีสกิลหลายหลายจะได้เปรียบข้อนี้กว่าใคร

 

สุดท้ายนี้ขอให้มองว่า การจากลาเป็นส่วนหนึ่งของการจ้างงานอยู่แล้ว ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องถูกเลิกจ้าง ก็ขอให้ลาจากกันด้วยความเข้าใจ เพราะอนาคตยังอีกยาวไกลมาก วันหน้าเราและบางคนในองค์กรนี้อาจจะกลับมาพบกันอีกครั้งในสถานะใหม่ก็ได้ จึงของให้ทุกการจากลาเป็นการแยกย้ายด้วยดี 

 

และใครที่ยังมีงานทำ ก็ให้เร่งพิสูจน์ตัวเองให้ดีที่สุด เพราะนอกจากผลงานข่วงหลังจะสำคัญมากต่อการสมัครงานใหม่แล้ว ยังช่วยให้เรามั่นคงในงานปัจจุบันอีกด้วย