Trick of the trade
Trick of the trade
เราเป็นคนที่บริษัทอยากรักษาไว้หรือเปล่า
 
คำถามที่ผู้อ่านส่งเข้ามา เกี่ยวกับเรื่อง รู้สึกว่าตัวเองงานหนัก ต้องเอางานกลับมาทำช่วงเสาร์อาทิตย์...

จากหนังสือ อ่านหัวข้อการรักษาพนักงานที่ดีไว้ให้นาน แล้วข้องใจตรงจุดที่บอกว่า การทุ่มเทของลูกน้องต้องมีขอบเขต สามารถหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองได้

ทำงานมีลูกน้อง 2 คน เราเพิ่งเข้าบริษัทมาได้ 2 เดือน ลูกน้องทั้งสองคนเราไม่ได้เลือกเอง มีลูกน้องคนที่แก่กว่าและอยู่มาก่อนเรา 1 ปี คนนึง ส่วนอีกคนพึ่งเข้าใหม่หลังเรา

มานึกถึงตัวเองที่พยายามหาเวลาพักผ่อนเสาร์อาทิตย์แล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องเอางานมาทำวันอาทิตย์อยู่ดีเพราะงานเยอะๆจริงๆ เยอะจนท้อใจว่าฉันควรอยู่ตรงนี้ไหม มีการแบ่งงานไปแล้วโดยคุยกับหัวหน้าและหัวหน้าแบ่งงานให้ ลูกน้องก็มีเองงานกลับไปทำวันหยุดเป็นบางครั้ง

ก็เลยไม่แน่ใจว่าเรานี่ไม่ถือเป็นคนที่องค์กรควรรักษาให้นานไหมอะค่ะ เพราะเราทำแบบที่หนังสือบอกไม่ได้

คำตอบ

สวัสดีครับ

ความหมายที่เขียนไว้ในหนังสือสำหรับตอน รักษาไว้ให้นานและส่งเสริมเมื่อจากไป ใจความหลักคือ บริษัทควรดูแลพนักงานที่ดีและพยายามรักษาคนดีไว้ให้อยู่กับองค์กรให้ได้นานที่สุด และเมื่อพนักงานมีโอกาสจะแยกย้ายออกไปเพื่อเติบโตก็ควรส่งเสริม นอกจากจะเป็นการสร้าง network ที่ดีแล้ว ยังถือเป็นการหยิบยื่นโอกาสที่ดีให้กับผู้อื่นอีกด้วย

ประโยชน์ที่ได้จากการดูแลพนักงานให้ดีคือ
- ได้รับความจงรักภักดีกับองค์กร พนักงานจะซื่อสัตย์ ทุ่มเทและช่วยองค์กรแก้ปัญห

- พนักงานจะช่วยคิดค้นสิ่งใหม่ที่พัฒนาองค์กรไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะงานด้านที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า เพราะพนักงานจะใกล้ชิดกับลูกค้ามากกว่าผู้บริหาร

- องค์กรไม่ควรปล่อยพนักงานที่ดีให้หลุดไปอยู่ในมือคู่แข่ง เพราะคู่แข่งจะได้ know how ทุกด้านในสมองของคนนั้นไปทันที ทั้งในเรื่องที่เคยทำดีและผิดพลาดไว้ ถือเป็นการประหยัดเวลาและต้นทุนในการสอนงานที่สุดแล้ว

กลับมาที่คำถาม ที่เจ้าของคำถามกำลังสงสัยว่า ตัวเองเป็นพนักงานแบบที่องค์กรควรรักษาไว้หรือเปล่า

จากสถานการณ์ที่เล่ามา แนะนำแบบนี้ครับ

1. เท่าที่เห็นคือ พึ่งร่วมงานกับที่ทำงานนี้ไม่นาน (2 เดือน) แปลว่ายังอยู่ในช่วงเรียนรู้ระบบงาน และสไตล์การทำงานของทุกคนในทีม

ช่วงเวลาเริ่มต้นแบบนี้ การที่เรารู้สึกว่างานยากและเยอะ ไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับ เพราะตัวเราเพิ่มเข้าสู่สิ่งแวดล้อมการทำงานใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่ เนื้องานใหม่ ด้งนั้น เราต้องให้โอกาสตัวเองนิดนึง อย่าพึ่งท้อหรือน้อยใจ เพราะทั้ง 2 อารมณ์ไม่เคยช่วยให้การทำงานของใครดีขึ้น

2. อีกเรื่องที่ต้องปรับวิธีคิดของเรากับงานทำงานในโลกยุคใหม่คือ ต่อไปคำว่า Work-Life balance จะค่อย ๆ ลดความนิยมลง และจะมีคำใหม่เข้ามาแทน คือ "Work-Life Integration" งานกับชีวิตรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

ความหมายคือ เราสามารถทำงานได้จากทุกที่ ทุกเวลา
แต่ไม่ใช่ทำงานตลอด 7 วัน

โลกการทำงานในอนาคต เส้นแบ่งเวลาของการทำงานว่า เริ่ม 9 โมง เลิก 5 โมงจะหายไปแล้ว แต่ทุกคนจะต้องจัดสรรเวลาของตัวเองเพื่อให้ทำงานได้ตามเป้าหมาย
ที่เป็นแบบนี้ เพราะเราทุกคนมีเงื่อนไขชีวิตไม่เหมือนกัน

บางคนบ้านไกล เดินทางมาออฟฟิศไปกลับ เสียเวลาทำงานไป 3-4 ชั่วโมงต่อวัน

บางคนมีลูกเล็ก หรือในวัยเรียนที่ต้องดูแล ไปรับไปส่ง
บางคนมีญาติผู้ใหญ่ที่บ้านต้องดูแล ฯลฯ

ด้วยเงื่อนไขที่ต่างกัน เราจึงไม่สามารถเอาเส้นแบ่งเวลาแบบเดิมมาใช้ได้แล้ว และมีผลวิจัยมากมายยืนยันตรงกันว่า ประสิทธิภาพของพนักงงานจะดีที่สุดถ้าพนักงานคนนั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พร้อมจะทำงาน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการได้มีโอกาสจัดสรรเวลาและวิธีการทำงานด้วยตนเอง

โลกจึงมีเครื่องมือมากมายออกมาช่วยให้เราทำงานได้สะดวกขึ้นแม้จะอยู๋ไกลกัน ไม่เจอหน้ากัน ลองไปดู apps ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต่าง ๆ ดูนะครับ แล้วดูว่าจำนวนผู้ใช้และผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ เติบโตมากขึ้นแค่ไหนตลอดช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา

สำหรับกรณีของเจ้าของคำถาม
ผมกลับมองว่า การต้องเอางานกลับมาทำที่บ้านในช่วงวันหยุดตลอด 2 เดือนที่ผ่านมานั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลย เพราะมันคือช่วงเวลาเรียนรู

แต่มันจะผิดปกติแน่นอน ถ้าผ่านไปอีก 3-4 เดือนแล้วยังเป็นทุกอย่างยังแบบเดิมอยู่ เพราะมันแปลว่าเราไม่ได้มีส่วนช่วยพัฒนาระบบงานใด ให้ดีขึ้นเลย

ความทุ่มเทจะดูมีค่า ถ้าผลจากความทุ่มเทนั้นให้ผลดีกับองค์กร
กลับกันคือ ถ้าทุ่มเทแล้ว องค์กรไม่เห็นว่ามีอะไรดีขึ้น ความทุ่มเทนั้นจะโดนแปลความหมายไปในทางลบและย้อนกลับมาทำร้ายตัวเรานะ

คนที่องค์กรจะรักษาไว้ให้นานจะไม่ใช่แค่คนที่ทำงานเสร็จตามหน้าที่
แต่ต้องเป็นคนที่

1. ทำงานเสร็จตามหน้าที่ได้ก่อนกำหนด และมีเวลาเหลือไปพักผ่อนหรือศึกษางานอื่นเพิ่มเติม

2. ขยันเสนอความคิดเห็นที่จะช่วยปรับปรุง ลดขั้นตอนการทำงาน ให้รวดเร็วขึ้น เพราะมันจะส่งผลถึงการลดค่าใช้จ่ายรวม

3. สามารถจัดการงานต่างๆที่ได้รับได้ด้วยตัวเอง รับงานมาแล้วแบ่งงานเอง จัดสำดับความสำคัญก่อนหลังได้ มีการตรวจเช็คความคืบหน้าและรายงานให้บริษัททราบเป็นระยะ

การจะมีทั้ง 3 ข้อนี้ได้ ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาก่อนว่า เราทำงานมาเองจริงๆแล้วนะ และเห็นว่ามันมีหลายสิ่งที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้

คนไม่เคยทำ มาถึงแล้วจะมายกเครื่องระบบ (ซึ่งผมไม่ค่อยแนะนำกับวัฒนธรรมการทำงานบ้านเรา) อันนั้นก็ดูจะห้าวหาญไปหน่อยและจะถูกต่อต้านโดยคนที่อยู่มาก่อนได้ง่าย ๆ

ที่คุณกำลังเหนื่อย ๆ แบกงานกลับบ้านมาทำเสาร์อาทิตย์เนี่ย ไม่สูญเปล่าหรอกครับ ถ้าทำแล้วมองเห็นช่องทางที่จะแก้ไขระบบงานได้

ทีม 3 คน ต่อไปอาจจะเหลือแค่ 1-2 คนก็ได้ ถ้าหากปรับลดขั้นตอนบางอย่างหรือเอาระบบ IT มาช่วย แค่นี้บริษัทก็ประหยัดได้เยอะแล้ว

อดทนอีกนิด และตั้งใจศึกษาข้อบกพร่องของกระบวนการทำงาน ว่ามีอะไรที่เราสามารถทำให้มันดีขึ้น ง่ายขึ้น ประหยัดขึ้นได้กว่าเดิมไหม

อย่ามองว่างานหนักคือภาระหรือกรรมเก่าของเรา
แต่ให้มองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เราได้แสดงฝีมือจะดีกว่า

ส่วนการแก้เรื่องเอางานกลับมาทำช่วง​วันหยุด​มากเกินไป​ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ​ ให้ทิ้งปลั๊ก​โน้ตบุ๊ก​ไว้ที่ทำงาน​ เท่านี้เราก็จะมีเวลาจำกัดในการทำงานได้เอง

การจำกัดเวลาแบบนี้​เป็นการฝึกตัวเองให้เพิ่มประสิทธิภาพ​การทำงานได้ดีมาก​ อยากให้ลองทำ​ดู​

เอาใจช่วยครับ