Trick of the trade
Trick of the trade
มองผ่านโควิด จะเห็นทั้งวิกฤตและโอกาส ของการศึกษาไทย
 

เดือนเมษายน เป็นเดือนแรกที่ใครหลายคนเริ่มรู้จักคำว่า Work From Home ซึ่งเป็นผลจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ coronavirus 

 

ร้านค้าปิด ร้านอาหาร ธุรกิจน้อยใหญ่ต้องหยุดกิจการชั่วคราว สถานที่ชุมชนที่มีความเสี่ยงทั้งหมดก็ปิดเรียบ เงียบกริบไปทั้งเมือง จนหลายคนเริ่ม ๆ ชินกันแล้ว

 

แต่เดือนหน้า คือเดือนพฤษภาคม หลายคนอาจลืมไปว่า เป็นเดือนที่โรงเรียนระดับประถม-มัธยม ต้องเปิดเทอมกันทั่วประเทศ

 

ถ้าสถานการณ์ในประเทศยังไม่ดีขึ้น โรงเรียนทั้งหมดก็คงเปิดไม่ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

 

1.     นอกจากการ Work From Home แล้ว พ่อแม่ที่มีลูกเล็กในวัยประถมจะได้เจอ Learn From Home ของลูก ๆ ด้วย เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เด็กเล็กจะนั่งเรียนผ่าน Zoom ได้เพียงลำพัง กลายเป็นว่า พ่อแม่ต้องรับศึกหนัก งานก็ต้องทำ การนั่งเรียนพร้อมกับลูกก็เลี่ยงไม่ได้ แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว

2.     แต่อย่างน้อย จะเป็นโอกาสดีที่พ่อแม่จะได้เห็นกับตาว่า ครูคนไหนของลูกเรา สอนอะไรลูกเรารู้เรื่องแค่ไหน คุณภาพและความสามารถของครูจะได้เห็นกันก็งานนี้เอง

3.     โรงเรียนไหนมีระบบการจัดการ วางแผน เตรียมตัวมาดีหรือยังคงงงอยู่ คราวนี้ก็จะได้เห็นอีกเช่นกัน ผ่านสิ่งที่ออกมาช่วงนี้ เช่นการนัดหมายการเรียน การสอน แจกการบ้าน/โปรเจกท์ หรือแม้กระทั่งการส่งการบ้าน

4.     เราจะได้เห็นอีกว่า นอกจากเราจะสิ่งที่ไม่จำเป็นในที่ทำงานแล้ว ในโรงเรียนก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่จำเป็นเหมือนกันอีกด้วย เช่นชุดนักเรียน ห้องเรียน หรือแม้กระทั่งการไว้ทรงผมตามระเบียบของโรงเรียน เพราะการไม่มีสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางการสอนเลยแม้แต่น้อย 

5.     ถ้าการเรียนการสอนช่วงนี้ เป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย แปลว่าที่ผ่านมาเราให้ผู้ปกครองเสียเงินไปมากมายกับอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์มาตลอดเลย ถึงเวลาเลิกได้ก็เลิกเถอะ

6.     เมื่อพูดถึงเรื่องเสียเงิน มันจะมีคำถามเกิดขึ้นอีกข้อว่า ถ้าโรงเรียนไม่ได้เปิด แล้วโรงเรียนจะเก็บค่าเทอมไหม เก็บเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม ไม่กระทบกับรายได้ของบุคลากรทุกคน ในขณะที่โรงเรียนก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอื่นตามปกติ และมันจะดีมาก หากเลื่อนการจ่ายค่าเทอมออกไปก่อน เพราะโรงเรียนก็เปิดไม่ได้ โรงเรียนก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไร แต่ย้ำว่า ต้องดูแลเรื่องค่าจ้างครู พร้อม ๆ กับตัดค่าใช้จ่ายการเรียนที่ไม่จำเป็นออก เช่นชุดนักเรียน 

7.     สำหรับเด็กโต เรื่องการเรียนเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะเป็นเรื่องใหญ่ จะทำยังไงถ้านักเรียนไม่ได้เรียนตามปกติไปนาน ๆ แล้วเด็กจะเอาอะไรไปสอบ และกระทรวงจะเอาเกณฑ์อะไรมาวัดเมื่อถึงเวลาคัดเลือกเด็กเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในเมื่อการเรียนการสอนมันป่วยตลอดปี และปัญหามันอาจจะลามไปถึงการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น 

8.     เรื่องพวกนี้ ทางกระทรวงศึกษา และทุกโรงเรียนควรคิดไว้ก่อนล่วงหน้าย่อมดีกว่ารอให้ผู้ปกครองและสังคมเป็นฝ่ายเริ่มถาม

 

แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่จะปฏิรูปการศึกษา ทั้งในด้านความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพที่เรามักจะพูดกันว่า เด็กต่างจังหวัดเสียเปรียบเด็กกรุงเทพเรื่องคุณภาพการศึกษามาตลอด 

 

ในความคิดส่วนตัว สิ่งที่อยากให้เห็น คือให้รัฐบาลเข้ามาวางระบบ e-learning ของเด็กทั้งประเทศไปเลยทีเดียว

 

·       เลือกเฉพาะสุดยอดครูเก่งของทุกสาขาวิชา มาสอนผ่าน platform ที่เด็กทั้งประเทศเรียนเหมือนกันและพร้อมกัน ซึ่งอาจจะเชิญครูติวเตอร์ดัง ๆ ทั้งประเทศมารวมตัวกันใน platform ของรัฐก็ได้

·       เด็กแข่งกันสอบก็ยุติธรรมเพราะเรียนเหมือนกัน จากผู้สอนเดียวกัน 

·       เด็กคนไหนไม่เรียน ก็ปล่อยไป ไม่ต้องบังคับ เพราะเด็กอาจมีเรื่องอื่นที่สนใจกว่าก็ได้

·       ครูที่สอนไม่เก่งในวิชานั้น จะได้ไม่ต้องสอน และผันตัวเองไปทำหน้าที่อื่น เช่น โค้ชชิ่ง หรือเป็น career advice ให้เด็กนักเรียนแทน หมดสมัยแล้วที่จะมาสอนตามหน้าที่ สอนให้ครบชั่วโมงเพราะมันไม่ได้คุณภาพ

·       เมื่อเป็นการสอน platform ค่าใช้จ่ายในการเรียนจะหายไปกว่า 70-80% ลดปัญหาค่าใช้จ่ายในการเรียนได้อีกทางด้วย

 

ที่พูดมาคือความฝัน ส่วนความจริงจะเป็นยังไง เดือนหน้ารู้กัน