Trick of the trade
Trick of the trade
ไม่ใช่แค่พรีเซนต์ได้ แต่ต้องพรีเซนต์โดน
 

100 Things Every Presenters Needs To Know About People

ไม่ใช่แค่พรีเซนต์ได้ แต่ต้องพรีเซนต์โดน

 

 

·       หนึ่งในหัวใจหลักของการนำเสนอที่ดี ไม่ว่าจากตำราไหนจะต้องบอกเหมือนกัน อย่างคือ เราต้องรู้จักผู้ฟังให้ดี เพื่อที่จะได้เตรียมเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะสมกับผู้ฟัง

·       ในการเตรียมการนำเสนอทุกครั้ง เราจึงมักจะต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ฟังเสมอว่าเป็นใครบ้าง มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เราจะพูดมาบ้างแล้วมากน้อยระดับใด หรือถ้าเป็นภายในองค์กร ถ้าเรากำลังพูดเรื่องเดียวกันกับผู้ฟังต่างกลุ่มกัน เราก็ควรจะมีรูปแบบการนำเสนอที่ต่างกันออกไปด้วย

·       แต่การรู้เพียงข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับคนฟังนั้นเอาเข้าจริงก็ยังไม่พอ เพราะมีสิ่งสำคัญอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรทำความเข้าใจให้ดี นั่นคือ จิตวิทยาในการฟังและรับรู้ข้อมูลข่าวสาร 

·       ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ พรีเซนต์อะไรให้ตาย คนฟัง ฟังยังไงก็ไม่รู้เรื่อง เพราะเราสื่อสารไปด้วยวิธีที่ไม่สนับสนุนให้คนฟังเข้าใจได้ง่าย

 

หนังสือเล่มนี้ บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นเอง จึงเป็นหนังสือที่น่าสนใจมากเพราะเป็นการเปิดข้อมูลด้านของคนฟังให้เรารู้ อ่านไปหลายจุดเราจะร้องอ๋อว่า ที่ผ่านมา ทำไมคนฟังเราไม่ค่อยรู้เรื่อง

 

หนังสือไม่ได้สอนการทำสไลด์ให้สวย แต่บอกว่า เรื่องประมาณไหน ควรเตรียมการนำเสนอรูปแบบใดจะดีกว่า ซึ่งอาจจะไม่ต้องใช้สไลด์เลยก็ได้ (ยืนพูดปากเปล่าจะเหมาะกว่าด้วยซ้ำ)

 

สิ่งที่น่าสนใจจากหนังสือ

 

1.      คนเรารับรู้ข้อมูลได้ทีละนิด ดังนั้นถ้าจะพูดในเรื่องที่ข้อมูลมาก ๆ กรุณาค่อย ๆ ป้อนข้อมูล และแบ่งการนำเสนอออกเป็นหลายรอบย่อย

2.      เล่าที่มาของเรื่องที่จะนำเสนอเพื่อปรับฐานความเข้าใจคนฟังก่อนทุกครั้ง อย่าลืมว่าคนฟังไม่ได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนั้นเท่ากันทุกคน

3.      คนเรามักจะเลือกรับข้อมูลเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมาก่อนแล้ว การจะทำให้เชื่อในเรื่องอื่น ให้เริ่มจากการทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าผู้พูดเชื่อในสิ่งเดียวกันกับพวกเขาก่อน จากนั้นใช้เทคนิคการสร้างความประหลาดใจเพื่อกระตุกให้ผู้ฟังเปิดใจรับฟังเรื่องใหม่

4.      เป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้ผู้ฟังทุกคนเปลี่ยนความคิดมาเห็นด้วยทั้งหมดในสิ่งที่เรานำเสนอ ควรใช้วิธีค่อย ๆ ทำให้เชื่อทีละนิดจะง่ายกว่า

5.      พยายามเข้าใจกรอบความคิดของผู้ฟัง ยิ่งเข้าใจกรอบ ยิ่งรู้วิธีการนำเสนอให้มีประสิทธิภาพได้ง่ายขึ้น

6.      ประมวลผลข้อมูลผ่านรูปแบบของเรื่องเล่าคือสิ่งที่ได้ผลที่สุด เพราะเรื่องเล่าช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเหตุและผล และคนเราจะจดจำได้ดีจากการยกตัวอย่าง

7.      คนเราจำอะไรได้ครั้งนึงไม่เกิน อย่าง หากมีเรื่องให้จำมากมาย ให้แบ่งออกเป็น หัวข้อใหญ่และแล่งออกเป็น 3-4 เรื่องย่อยให้แต่ละอัน

8.      เราต้องช่วยย้ำให้คนฟังรู้ว่า เรื่องไหนสำคัญ เพราะความจำของคนเรามีจำกัด

9.      คนเราจะจดจำข้อมูลได้ดีในช่วงต้นของการนำเสนอมากกว่าช่วงกลาง ถ้าหากมีข้อมูลให้จำเยอะ ให้แบ่งการนำเสนอออกเป็นหลาย ๆ ช่วง ให้คนฟังได้พักและเราจะได้มีจำนวนช่วงต้นมากขึ้น

10.   วิธีช่วยให้คนฟังไม่ลืมในสิ่งที่ฟัง ลองใช้วิธีการให้คนฟังเขียนความประทับใจในสิ่งที่ฟังและมีวิธีการจะนำไปใช้จริงอย่างไรต่อไป สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ฟังจดจำได้ดีขึ้น

11.   แจกเอกสารสรุปในทุกเรื่องที่เรากลัวคนฟังจะลืม

12.   เวลากับความสามารถในการใจจดใจจ่อกับเรื่องราวนั้นสัมพันธ์กันอย่างมาก อย่าปล่อยให้คนฟัง ฟังโดยไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่หรือใช้เวลาแค่ไหน เพราะจะไม่มีสมาธิ หากมีเรื่องเยอะ ให้แบ่งระยะเวลาออกเป็นช่วงย่อยๆ 

13.   คนเราจะมีสมาธิในการฟังได้ดีที่สุดคือไม่เกิน 20 นาที

14.   คนเราเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ ลองหาทางใช้การทดลองในระหว่างการนำเสนอและให้ผู้ฟังทำผิดพลาดได้ การฟังนั้นจะได้ผลมากขึ้น

15.   บอกคนฟังบ่อยๆว่าเราพูดถึงไหนแล้ว จะเพิ่มและรักษาระดับความสนใจฟังได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเราจะมีแรงจูงใจเมื่อเห็นความคืบหน้าแม้มันจะเป็นนามธรรมก็ตาม

16.   ให้รางวัลกับผู้ฟังที่มีพฤติกรรมพึงประสงค์ จะช่วยสร้างโมเมนตัมของการนำเสนอให้ดีขึ้น และหยุดให้ความสนใจกับพฤติกรรมที่ไม่น่าสนใจของผู้ฟังบางคนเสีย แต่ต้องไม่ลืมว่า พฤติกรรมของู้พูดส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ฟังด้วยเช่นกัน

17.   ความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ พยายามกระตุ้นให้ผู้ฟังนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้จริงผ่านการเสริมแรงกระตุ้นจากเรา

18.   เตรียมใจแต่แรกว่า ไม่มีทางจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้จากการฟังการนำเสนอเพียงครั้งเดียว

19.   ถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้กระตุ้นจากการเริ่มต้นทำสิ่งเล็ก ๆ ทีละน้อย

20.   การแข่งขันสร้างแรงจูงใจได้เสมอ ใช้กิจกรรมที่ลักษณะคล้ายแข่งขันบ้างก็ได้ และการแข่งกับคนจำนวนน้อย สร้างแรงจูงใจมากกว่าการแข่งกับคนจำนวนมาก

21.    จัดกิจกรรมกลุ่มและเดี่ยวให้เท่าๆกัน และปล่อยให้ผู้ฟังตัดสินใจและควบคุมด้วยตัวเองทุกครั้งในทุกกิจกรรม

22.   สอดแทรกเรื่องประหลาดใจไว้ตลอดการนำเสนอเสมอ

23.   การฟังที่เก็บเงินค่าเข้าฟัง เบื้องต้นนั้นผู้ฟังจะประเมินค่าสูงกว่าการฟังแบบไม่เก็บเงินเสมอ

24.   ถ้าอยากกลมกลืนกับผู้ฟัง ให้แต่งตัวเหมือนพวกเขา

25.   คนเราจะรับฟังได้ดีจากคนที่เรารู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ก่อนนำเสนอจึงควรมีเสลาทำความรู้จักกับผู้ฟังของเราให้มากที่สุด

26.   บอกสิ่งที่จะได้รับจากการลงมือทำ หรืออันตรายจากการไม่ลงมือทำตามสิ่งที่กำลังแนะนำ จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ฟังเต็มใจและสนใจฟังมากขึ้น

27.   ถ้าไปงานที่มีผู้พูดหลายคน พยายามพูดเป็นคนแรกให้ได้

28.   ถ้าอยากให้ผู้ฟังจดจำได้ขึ้นใจ ให้เขียนลงไปบนกระดาษ ไม่ใช่พิมพ์ลงคอมพิวเตอร์

29.   ถ้าอยากให้ผู้ฟังทำกิจกรรมอะไรจริงสักอย่าง (กิจกรรม A) ให้ขอร้องให้ทำอีกกิจกรรมที่ใหญ่หรือยากกว่า (กิจกรรม B) แน่นอนว่าผู้ฟังจะปฏิเสธกิจกรรม และกลับมาทำกิจรรม ด้วยความเต็มใจเอง

30.   ซ้อม และซ้อม คือวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างการนำเสนอที่สมบูรณ์แบบ

 

เนื้อหาส่วนครึ่งหลังของหนังสือ คือเทคนิคการนำเสนอ เช่นการยืน การใช้คู่สีสำหรับสไลด์ (ไม่ได้เน้นสวยงาม แต่แนะนำว่า คู่สีใดไม่ควรใช้) การจัดห้อง ระบบเสียง ฯลฯ สามารถศึกษาได้ด้วยตัวเอง

 

เป็นหนังสือที่เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องนำเสนองานบ่อย ๆ โดยเฉพาะการนำเสนองานกับคนหลากหลายกลุ่ม