Trick of the trade
Trick of the trade
วิธีจัดการกับเงินทุนก้อนแรก ตอนที่ 2
 วันก่อนมีโอกาสไปทานข้าว ในวงสนทนาน้องคนนึงเล่าเรื่องตัวเองว่า ลงทุนเปิดร้านนมเย็น น้องเล่าว่าไม่ได้ศึกษาทำเลของร้านให้ดี เห็นที่ตรงนั้นว่างและมีเงินทุนอยู่ 200,000 เลยตัดสินใจทำเลยเพราะเห็นว่าตรงนั้นยังไม่มีใครเปิด คิดว่าตั้งร้านเดี๋ยวคนก็มา เปิดได้ไม่ถึง 3 เดือนก็เลิก คือแบบ มาไวไปไวมาก เพื่อนยังแซวขำๆกันว่าน้องอัจฉริยะมากที่ทำ 3 เดือนแล้วเลิก แต่ถ้าฟังรายละเอียดแล้วผมว่าน้องเค้าจะอัจฉริยะมากกว่าถ้าทำได้เกิน 3 เดือน เลยขออนุญาตเอาเรื่องของน้องมาเล่าให้ทุกคนเรียนรู้ไปพร้อมกันๆ 
 
1. เงิน 200,000 กลายเป็นการแต่งร้าน + ค่าทำสัญญาเช่าล่วงหน้า 3 เดือน รวมแล้ว ประมาณ 100,000 บาท เท่ากับครึ่งนึงของเงินหมุนเวียน ใครเผลอจัดสรรเงินแบบนี้อาการหนักมากตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดนะครับ เหตุผลคือ คุณเอาเงินครึ่งนึงหมดไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อรายได้ (ค่าเช่า โต๊ะตู้ ของตกแต่งร้านต่างๆ) สิ่งเหล่านี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายประกอบให้เกิดการขาย เสียแล้วเสียเลยส่วนค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนหลักของการขาย ซึ่งเรียกว่าต้นทุนสินค้าถ้าคุณดูงบการเงิน คุณจะเห็นว่าเค้าแยก 2 เรื่องนี้ไว้ชัดเจน
 
ต้นทุนสินค้าอยู่บรรทัดถัดมาจากยอดขายสุทธิ (Net Sales) แปลง่ายๆตามภาพเลยว่าต้นทุนสินค้าคือติดดัวการขายไปตลอด จะขายได้ต้องจ่ายอันนี้ก่อน ไม่งั้นจะเสกของที่ไหนมาขาย เช่น คุณขายอาหาร ต้นทุนตรงคือของสด คุณขายเสื้อผ้า ต้นทุนตรงคือราคาทุนรวมของการได้เสื้อตัวนั้นมา (ผ้า ค่าแรง แพ็กส่ง ฯลฯ หรือซื้อสำเร็จเข้ามาเป็นตัว) 
 
จุดสำคัญที่คนมักมองข้ามคือต้นทุนนี้คุณได้คืนทุกครั้งเมื่อขายของได้ ดังนั้นก็อย่ากลัวเสีย อย่าขี้เหนียวไม่เข้าเรื่อง เพราะถ้างก ไม่ลงทุนให้ก่อนเรื่องคุณภาพสินค้า ของจะห่วยและขายไม่ได้ สุดท้ายก็พังอยู่ดี 
 
คิดจะทำธุรกิจ ต้องใส่ใจใช้เงินกับเรื่องต้นทุนสินค้าให้มากหน่อยนะครับ 
 
ส่วนค่าใช้จ่าย ทั้งคงที่ (ค่าเช่า ค่าเซ้ง) และหมุนเวียน (เงินเดือน ค่าน้ำ-ไฟ) จะอยู่ล่างลงมาเพราะเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายแต่ไม่ได้ก่อให้เกิดการขายโดยตรง เสียแล้วเสียเลยกรณีของน้อง เงินทุนครึ่งนึงหมดไปแล้วกับค่าใช้จ่ายคงที่ (มัดจำการเช่า) กับตกแต่งร้าน เหลืออีกครึ่งไว้แค่บริหารภายใน 
 
2. เงินที่เหลือ 100,000 ยังต้องถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนอีกรอบ คือค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในร้านเช่นค่าเช่ารายเดือน ค่าพนักงาน ค่าน้ำไฟ wifi ถุง แก้ว ฯลฯ สรุป เหลือเงินสำหรับบริหารต้นทุนสินค้านิดเดียว แล้วจะไปหาอะไรดีๆมาขายได้ คุณว่าถูกไหม 
 
3. ของสดหลักของร้านดันเป็นของอายุสั้น เก็บได้ 2- วันที่เหลือคือทิ้ง เท่ากับรอบของการสั่งของสดจะบ่อยกว่าธุรกิจร้านอาหารช่วงเปิดร้านอาทิตย์แรก คนยังไม่รู้จัก ไม่มีใครมาทานนมสดที่สั่งมา --> ทิ้งน้ำแข็งสั่งมา --> ละลายหมดเจอแบบนี้ 2 อาทิตย์ ทิ้งของสดไปประมาณ 5-6 รอบ ใครจะอยู่ไหว 
 
4. ไม่ได้สำรวจทำเลให้ดีเห็นว่ามีที่ว่างเลยทำ เปิดร้านแล้วเดี๋ยวคนก็มาเองคิดแบบนี้ได้ครับ ถ้า...
คุณเป็นธุรกิจที่วิ่งไปหาคนไม่ได้ 
หรือคนจำเป็นต้องมาหา เพราะแถวนั้นไม่มีคู่แข่งเลย 
หรือเพราะเครื่องมือมันใหญ่เกินจะขนไปไหนมาไหน เช่นโรงพยาบาล คลีนิคความงาม ร้านทำฟัน ซ่อมรถ เปลี่ยนยาง 
 
แต่ร้านของน้องดันเป็นร้านนมเย็น ที่น่าจะมีคนอื่นเปิดก่อนอยู่แล้วแทบจะทุก 2-3 กิโลเมตร ไม่นับ 7-11 ที่ขายเครื่องดื่มเย็นประเภทอื่นตัดหน้าเราได้ก่อนอีก ลูกค้าที่จะหลุดรอดมาถึงเราคงน้อยเต็มที 
 
แล้วใครที่อยากเปิดร้านนมเย็น หรือเริ่มธุรกิจอื่นๆต้องจัดการเรื่องต้นทุนยังไง
1. ทำความเข้าใจให้ละเอียดในค่าใช้จ่ายทุกประเภทของธุรกิจที่คุณจะทำเสียก่อน แยกให้ออกว่าอันไหนเป็นต้นทุนสินค้า อันไหนเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการดำเนินกิจการ ค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องของเงินสด ซึ่งเป็นตัวกำหนดครึ่งนึงว่าธุรกิจจะอยู่รอดหรือไม่ ถ้ายังไม่เข้าใจมันดี แนะนำให้หาความรู้เพิ่มเติมก่อน จำไว้ว่าค่าใช้จ่ายเหมือนเงาตามตัว พอคุณเริ่มธุรกิจแล้วมันจะเกาะคุณไปเรื่อยๆ 
 
2. เข้าใจธรรมชาติของธุรกิจ ว่าคนต้องวิ่งมาหาเราหรือเราต้องวิ่งออกไปหาเค้า จุดแตกต่างอยู่ตรงนี้นะครับดูให้ดีๆร้านนมเหมือนคนต้องวิ่งมาหา เพราะเรามีโต๊ะให้นั่งสบาย ร้านสวยๆในบรรยากาศดีๆ ถ้าคุณอยู่ในทำเลที่คนผ่านไปมามองเห็นก็ดีไปแต่ถ้าคุณอยู่ในย่านไกลเมือง คุณลองกลับใจ เปลี่ยนโมเดลจากร้านมาเป็นรถตู้ขับมาเปิดข้างขายแล้วเลือกไปจอดในทำเลดีๆ ยอมเสียค่าเช่าเป็นวันดีกว่าไหม พอคนเริ่มติด เป็นที่รู้จักจะขยายไปเป็นร้านนั่งก็ยังได้ที่ว่ามาไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องทำตามนี้นะครับ แค่ตัวอย่างนึงเท่านั้น ยังมีโมเดลการขายนมเย็นเจ๋งๆให้ไปศึกษาอีกมากมาย 
 
3. เข้าใจการบริหารเงินสด อันไหนต้องซื้อสดโครมเดียว อันไหนต้องยอมเช่าซื้อ จ่ายดอกเบี้ยแต่เงินสดยังอยู่ในมือการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหายนะครับถ้าคุณกู้ เช่าซื้อมาเพื่อการทำงานตามความตั้งใจที่ดี กู้มาแล้วก็ใช้เงินหมุนเวียนในธุรกิจเต็มที่ 
 
4. จัดสรรเงินแบ่งส่วนลงทุนแต่เริ่มต้น จะเป็นค่าต้นทุนสินค้าเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายคงที่เท่าไหร่ เตรียมให้พร้อมก่อนจะเริ่มลงทุน อย่าเริ่มแล้วพอปัญหามาแล้วค่อยจัดสรร 
 
ผมยังมั่นใจและขอยืนยันว่าทำธุรกิจต้องใช้เงิน จะมากจะน้อยขึ้นกับธุรกิจ อย่าไปเชื่อมากกับคนที่พูดว่าทำธุรกิจขอแค่มีไอเดียดีๆก็พอแล้วเงินจะไหลมาเอง เราควรอยู่กับความเป็นจริงในทุกมิติของการทำงานและใช้ชีวิต 
 
ถ้าคุณทำงานแบบผม คือเป็นที่ปรึกษา รับออกแบบโมเดลธุรกิจ ต้นทุนการทำงานของผมอาจจะถูกหน่อยคือคอมฯเครื่องเดียว แต่ว่าจะได้งานแต่ละทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งที่เราขายคือความคิด จับต้องได้บ้างไม่ได้บ้างตามความเชื่อของลูกค้า คิดงานฟรีมามากมายประมาณว่าอัตราส่วน คิด+เสนองาน 1,000 ครั้ง มีซื้อจริงแค่ 1 เท่านั้น 
 
ถ้าขายอาหารหรือขายของเป็นชิ้น ของทุกชิ้นที่อยู่ในร้านก็ใช้เงินซื้อหาเข้ามาทั้งนั้น นอกจากคุณรับฝากขายหรือทำธุรกิจหน้าร้านออน์ไลน์ที่เป็นสต็อกอากาศ แต่อย่างน้อยการทำเวปดีๆสักอันก็ต้องใช้เงินอยู่ดี   
 
แล้วแบบนี้ ทำธุรกิจ จะไม่ใช้เงินได้อย่างไร?   
 
ดังนั้น ไปศึกษาเรื่องการจัดสรรเงินให้ดีก่อนจะลงทุนทำอะไร อย่ารีบทำเพราะเห็นโอกาสหรือยังไม่มีใครทำ (จริงๆอาจเคยมีคนทำตรงนี้แล้ว และก็เจ๊งไปเรียบร้อยก่อนหน้านี้แล้วก็ได้ แต่เราไม่ค้นข้อมูลให้ดีเอง)   
 
จากเรื่องร้านนมเย็นของน้องด้วยเงินลงทุน 200,000 บาท แม้อาจจะไม่มากในสายตาบางคน แต่ผมเชื่อว่าเป็นเงินมหาศาลสำหรับอีกหลายๆคน  ดังนั้นการจะเอาเงินจำนวนนี้ไปลงทุนเราควรศึกษาให้รอบคอบ ถ้าเราเตรียมตัวดี ถึงมันไม่ใช่จำนวนเยอะแต่มันก็มากพอจะสร้างธุรกิจดีๆให้เกิดขึ้นได้
 
ถ้าคุณเตรียมจัดสรรเงินทุนให้ดี ถึงแม้คุณเริ่มเร็วได้ คุณก็เลิกเร็วได้เหมือนกันครับ