Trick of the trade
Trick of the trade
ลูกจ้างดีเด่น
มีคนมาถามบ่อยๆว่า อยากประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ทุกวันนี้ยังทำงานประจำอยู่ ยังไม่มีโอกาสออกมาทำธุรกิจของตัวเองเพราะยังไม่พร้อมด้วยเหตุผลบางประการ ควรจะทำอย่างไรดี
 
ผมว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดอยู่นิดนึงครับว่า คนที่จะประสบความสำเร็จนั้นต้องเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นนายตัวเองเท่านั้นจึงจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว คนที่ทำงานประจำแล้วประสบความสำเร็จก็มีอยู่เยอะแยะ เพียงแต่เค้าอาจไม่ได้เป็นข่าวหรือได้ลงตามหน้าหนังสือเหมือนคนเป็นเจ้าของเท่านั้นเอง
 
ในความคิดของผม คุณจะทำงานอะไรก็ได้แล้วทำมันได้ดี มีรายได้สมเหมาะกับคุณภาพงานที่คุณทำและคุณมีความสุขที่จะทำงานนั้นทุกๆวันอย่างไม่รู้เบื่อต่างหาก ถึงจะเรียกว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่ตื่นมาก็กลุ้ม ตอนนอนก็เอามือก่ายหน้าผากนอน กังวลว่าสิ้นเดือนนี้จะเอาเงินที่ไหนจ่ายลูกน้องดี ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวแล้วต้องกลุ้มกันขนาดนี้ ทำงานประจำอาจเหมาะกว่านะครับ
 
ถ้าคุณต้องการเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในฐานะพนักงานประจำหรือลูกจ้าง คุณต้องสามารถสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้ชนิดที่บริษัทเค้ารู้สึกว่าเค้าขาดคุณไม่ได้ ต้องพยายามถึงที่สุดที่จะรั้งตัวคุณไว้ไม่ให้ไปไหน และการที่จะเป็นอย่างนั้นได้ คุณต้องมีอะไรหลายๆอย่างที่โดดเด่นกว่าใคร ชนิดที่เรียกว่าเหนือกว่าคนอื่นแบบเห็นได้ชัดและเสมอต้นเสมอปลาย เจ้านายอยากจะลืมก็ลืมไม่ลง ลองสำรวจตัวเองดูครับว่าคุณมีคุณสมบัติตามนี้กี่ข้อ
 
1. มีฝันใหญ่
คนที่จะประสบความสำเร็จทุกคน ต้องมีฝันและฝันนั้นต้องใหญ่พอ ใหญ่ขนาดที่ว่าบอกใครแล้วก็มีแต่คนหัวเราะนั่นละครับ คือฝันที่ใหญ่กำลังดี ความฝันใหญ่นี้ไม่จำกัดว่านะครับจะต้องเป็นแผนกไหน เรื่องอะไรเป็นพิเศษ จะฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขนส่ง ทุกตำแหน่งล้วนมีฝันใหญ่ได้ทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญคือฝันแล้วทำให้มันเป็นจริงได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นคงไม่มีใครลืมคุณได้
 
2. รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ 
คนเก่งและมีความสามารถ คือคนที่รู้และสามารถบริหารการทำงานภายใต้ความรับผิดชอบของตัวเองได้ดีในทุกมิติ เรื่องนี้มีส่วนผสมของ common sense + experience คือสาารถใช้สามัญสำนึก สัญชาตญาณ และประสบการณ์มาผสมผสานเพื่อเป็นแนวทางของตัวเอง จะมีอย่างใดเพียงอย่างนึงไปทั้งหมดก็คงไม่ไหว ทั้งสามสิ่งจะเป็นตัวบอกว่า เราควรทำอะไรก่อนหลัง ต้องทำมันยังไง อะไรคือผลที่ต้องการและที่สำคัญคือเวลามีปัญหาจะต้องไปหาใครช่วย คนส่วนใหญ่จะตกม้าตายข้อสุดท้ายเพราะเวลามีปัญหาดันไม่ยอมแก้แต่เนิ่นๆ พอเจ้านายรู้ก็สายเกินไปแล้ว (เคล็ดลับสุดๆคือคนเก่งจะแก้ปัญหาได้หมดโดยไม่ต้องไปให้ถึงมือเจ้านาย)
 
3. ถ่อมตัว
คนที่ประสบความสำเร็จ ร้อยทั้งร้อยคือคนที่รู้จักการเข้ากับคนได้ทุกระดับ ติดดิน ถ่อมตัวและมีศาสตร์ในการบริหารคนเป็นเลิศ สามารถกินข้าวกับลูกน้องได้อร่อยพอๆกับกินกับเจ้านาย รู้จักการวางตัวอย่างเหมาะสม รวมถึงความสามารถในการเข้าสังคม รับรองลูกค้า-คู่ค้าด้วย ซึ่งสิ่งนี้เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวแต่ฝึกกันได้
 
4. ทุ่มเท 
ความทุ่มเทในการทำงานนั้นสำคัญแต่ไหน คงไม่ต้องอธิบายมากนะครับ แต่ทั้งนี้การทุ่มเทต้องมีขอบเขตและความสมดุลย์ในชีวิต การทำงานให้เสร็จตรงหรือก่อนกำหนดเวลา ไม่อู้ ไม่แว่บ มีเวลาพักผ่อนให้ตัวเองและครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ ผมถือว่าคุณคือคนที่น่าชื่นชมมากกว่าคนที่ขอบทำงานยันดึกๆดื่นๆ เพราะนั่นแสดงถึงประสิทธิภาพการทำงานในชั่วโมงปกติว่าคุณไม่สามารถจัดการงานต่างได้ตามเวลาเหมือนคนทั่วไป
 
5. เชื่อมั่นในตนเอง
ถ้าตัวเรายังไม่มั่นใจในตนเอง แล้วเจ้านายจะมั่นใจในตัวเราได้อย่างไร มันจะมีเส้นบางๆระหว่างความมั่นใจกับความหยิ่งผยอง+อวดเก่ง ซึ่งคนทั่วๆไปยังไงก็แยกออกยกเว้นเจ้าตัว ความมั่นใจในตนเองจะถูกถ่ายทอดออกมาจากการออกความคิดในที่ประชุม การ brainstorm การนำเสนองานต่อ Boss หรือลูกค้า คนที่มั่นใจจะพรีเซนต์ด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่มั่นใจ พร้อมจะเปิดรับความคิดเห็น ติชม ต่างกับคนเย่อหยิ่งที่เป็นคนที่ ego สูง ใครติไม่ได้
 
6. ซื่อสัตย์
ความซื่อสัตย์เป็นสมบัติของผู้ดี จบนะครับ
 
7. ไว้วางใจได้
อันนี้เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากความซื่อสัตย์ เพราะเป็นเรื่องของการฝากผีฝากไข้ได้ ไหว้วานไปทำงานอะไรก็สำเร็จทุกครั้ง เรียกง่ายๆว่าบริษัทสามารถฝากเรื่องสำคัญหรือแม้กระทั่งฝากอนาคตกับคุณได้ คนที่ได้รับความไว้วางใจโดยมากคือคนที่มีภาวะผู้นำสูง และคนลักษณะนี้เองคือคนที่ทุกองค์กรขาดไม่ได้
 
8. มีความคิดสร้างสรรค์
คุณไม่จำเป็นต้องเป็นครีเอทีฟเท่านั้นถึงจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์เพราะทุกๆคนสามารถและมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเอง อยู่ที่ว่าคุณจะเอามันไปใช้ในด้านที่เกิดประโยชน์แก่องค์กรรึเปล่าเท่านั้นเอง คุณอาจไม่เชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์อยู่รอบตัวเราโดยที่คุณไม่รู้ตัว เช่นเล่นคำผวน การเมนท์ฮาๆ หรือการตัดแต่งภาพล้อเลียนในเนต สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสาขานึงของการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพียงแต่มันเป็นอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าจะให้ดีคุณต้องเอาความสามารถในการคิดอะไรแปลกๆและแตกตต่างได้แบบนี้มาแก้ปัญหาหรือนำเสนอทางเลือกใหม่ๆให้องค์กรดีกว่า
 
9. รักความก้าวหน้า
ความสนใจ และกระตือรือร้นที่จะทำอะไรนอกเหนือจากเรื่องของตัว ผมขอแยกเป็น 3 ด้าน คือ
1. สนใจเรียนรู้ศึกษางานอื่นๆของบริษัทเพิ่มเติม
2. เต็มใจช่วยเหลืองานผู้อื่นแม้ไม่ใช่หน้าที่ของตัว
3. ใส่ใจที่จะพัฒนาตนเองตลอดเวลาทั้งในและนอกเวลาทำงาน
น่าเสียดายมากที่คนไทยส่วนมากมักจะไม่กล้า แสดงออกในเรื่องนี้เพียงเพราะกลัวคำเยาะเย้ย แซว หรือถากถางจากพวกปากเน่าว่าเราเป็นคน “ชอบเสนอหน้า” หรือ “ทำเพราะประจบ” เลยทำให้ชีวิตเรามันไปไม่ถึงไหนและไม่หลุดพ้นจากไอ้พวกปากเน่าเหล่านี้เสียที สังเกตุดีๆนะครับว่าในทุกองค์กร พวกปากเน่านี้จะไปไหนไม่ได้ไกลเหมือนกัน เพราะวันๆมัวแต่เอาเวลามาถ่วงความเจริญชีวิตคนอื่นนั่นเอง
 
10. มีพลังบวก
ถ้าคุณมีพลังบวกในตัว เรื่องปัญหาอะไรต่างๆมันก็จะถูกมองเป็นความท้าทายและมองด้านบวก แก้ได้ ปรับปรุงได้ ทัศนคติแบบนี้สร้างได้และจำเป็นต้องมีด้วยเพื่อความสุขของตัวคุรเองและคนรอบข้าง ไม่มีเจ้านายคนไหนอยากมีลูกน้องที่คิดลบ คิดร้าย วันๆนั่งเอามือกุมหน้าหมดอาลัยตายอยากทุกครั้งเวลางานที่ทำไม่เป็นไปตามแผนแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ
 
ทั้ง 10 ข้อนี้ ผมรวบรวมมาจากเพื่อน พี่ และน้อง รวมถึงหัวหน้างานทุกคนที่ได้ร่วมงานกันมาและทุกวันนี้หลายต่อหลายท่านยังคนมีความสุขกับบทบาทของการเป็นพนักงานประจำ ทุกคนมีตำแหน่งที่สูงขึ้นพร้อมๆกับความรับผิดชอบและความท้าทายที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รายได้ก็ดีมากตามความสามารถ บางคนเงินเดือนๆละ 4-5 แสนบาท (คุณคิดเอาว่าคนรายได้ขนาดนี้ ความรับผิดชอบเค้าจะขนาดไหน) และที่สำคัญ บางคนกลายเป็นคนที่องค์กรขาดไม่ได้ไปแล้ว ลาออกไปแล้วบริษัทก็ยังต้องไปง้อให้กลับเข้ามาเพราะหาคนทำอะไรแบบนี้ไม่ได้ ค่าง้อนี่แพงมากนะครับ คุณคงพอจะนึกออกแต่บริษัทก็ต้องยอม
 
หนทางสู่ความสำเร็จในชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว สิ่งสำคัญอยู่ที่เป้าหมายของชีวิต แนวคิดในการเลือกวิธีไปให้ถึง และวิธีการในการจัดการตัวเองให้เข้าใกล้เป้าหมายไปเรื่อยๆมากกว่าที่เป็นตัวตัดสินว่าใครคือคนที่ประสบความสำเร็จ
 
และถ้าคุณมีคุณสมบัติทั้ง 10 ข้อนี้ครบ คงไม่มีองค์กรไหนกล้าปล่อยคุณหลุดมือไปแน่นอนครับ