Trick of the trade
Trick of the trade
ทำไมธุรกิจไทยยังไปไกลระดับโลกได้ยาก
 ทำไมธุรกิจของคนไทย หรือคนไทยจึงประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติได้น้อย?
 
เมื่อวานไปบรรยายให้กับหน่วยงานแห่งหนึ่ง และมีคำถามนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจเลยขออนุญาติเอามาแชร์ที่นี่ด้วย
 
ด้วยความเห็นส่วนตัว 
(อย่าคิดว่าผมกำลังว่าคนไทยด้วยกันเองนะ มันคือความเห็นเพื่อให้เรามุมมองเพิ่มอีกมุมสำหรับเอาไว้พัฒนาตัวเรากันต่อไป 
จะตรงใจ ผิดถูกหรือไม่อย่างไรก็ขออภัยล่วงหน้าครับ) 
 
ผมตอบไปแบบนี้ครับ
 
1. คนไทยยังสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองได้น้อย
ผมเชื่อว่าทุกสาขาอาชีพ การที่คุณจะก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดของอาชีพได้คือการได้มีผลงานของตัวเอง ไม่ใช่แค่การใช้แค่ผลงานของคนอื่นเอามาทำงานของตัวเองต่อ เพราะในระดับสากลจะยอมรับว่าคนที่มีผลงานผลงานของตัวเองจริงๆ ยกตัวอย่างสัก 2 เรื่องนะครับ บ้านเรามีนักร้องเก่งๆมากมายทั้งจากจากงานประกวดที่เราเห็น หรือนักร้องที่ มีอัลบั้มออกมาแล้ว นักร้องเก่งๆเหล่านี้ แม้จะร้องเพลงอะไรก็ร้องเพราะหมดได้แต่สุดท้ายก็ไปได้แค่รับนึง เพราะแต่งเพลงเองไม่เป็น จะเอาเพลงคนอื่นไปร้องก็ละเมิดลิขสิทธิ์อีก (หรือไม่ก็ต้องจ่ายเงิน) สุดท้ายคือต้องรอนักแต่งเพลงมาแต่งให้ อาชีพมันเลยมีคอขวดอยู่ตรงหาเพลงมาร้อง ไม่ใช่ความสามารถในการร้อง ต่างจากนักร้องหรือศิลปินที่แต่งเพลงเองได้ จะไปร้องที่ไหน ยังไงก็ไม่มีใครว่าได้ (ตัวอย่างนี้ผมขอยกเว้นกรณีค่ายเพลงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นะครับ ซึ่งเป็นโมเดลสมัยก่อนแล้วเริ่มจะตกยุคไปแล้ว)
 
อีกตัวอย่างนึง ผมขอยกเรื่องของตัวเองก็ได้ แม้ว่าหนังสือขอผมจะเป็นหนังสือธรรมดาๆไม่ได้ขายดีอะไรมาก แต่การที่เราไปติดต่องานใครแล้วเราบอกว่าเราเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจ+มีผลงานเขียนหนังสือด้วย และจับหนังสือยัดใส่มือเค้าไปเป็นของขวัญ (อ่านออกไม๊ไม่ใช่ประเด็น) มันเป็นการเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือในตัวเราเพิ่มขึ้นหลายขีดนะครับ ท่าทีทีสงสัยในความสามารถเราจะลดลงอย่างชัดเจน 
 
การเป็นที่ยอมรับในระดับสากลนั้น เค้าจะยอมรับที่การมีผลงานมากกว่าผลลัพธ์ คือชื่นชมว่าคุณทำได้นะ ส่วนผลเป็นยังไงนั้นอีกเรื่องนึง อันนี้แหละคือค่านิยมทีต่างกันมากของชาวต่างชาติกับคนไทยที่เน้นเฉพาะผลลัพธ์ความสำเร็จ
 
2. ภาษา 
ตราบใดที่เรายังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำตัวให้ดีเท่าภาษาไทยได้ เราจะไม่มีทางออกไปในระดับสากล แม้เราจะร้องเพลงไทยได้เพราะแค่ไหนแต่พอไปร้องเพลงฝรั่งด้วยสำเนียงที่ไม่ชัด ฟังไม่เป็นคำ เพลงของเราก็จะไม่มีใครฟังรู้เรื่อง จำไว้เลยว่า ความไม่เก่งภาษาอื่นๆ (อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น) คือข้อจำกัดของการเติบโตสู่ระดับสากลของเราเอง

Jack Ma แห่ง Alibaba นะครับ ว่าเป็นคนจีนที่พูดภาษาอังกฤษได้ชัดแค่ไหน หรือวง X-Japan ตอนรุ่งๆและอยากออกสู่ระดับสากล ทั้งวงก็ต้องย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อหัดร้องเพลงภาษาอังกฤษนานมาก 

อีกเรื่องที่เรามักเข้าใจผิดในเรื่องภาษาคือ เราชอบคิดว่าเราต้องพูดให้ได้สำเนียงฝรั่ง 100% จึงจะถือว่าดี แต่คำตอบคือไม่ใช่นะครับ ที่ถูกคือขอแค่คุณรู้ภาษานระดับที่สื่อสารได้ พูดประโยคเดียวแล้วฟังรู้เรื่องทั้งสองฝ่าย แม้จะช้านิดหน่อยแต่ก็ถือว่าโอเคแล้ว การพยายามพูดเร็วๆให้เหมือน native speaker แต่ฟังไม่รู้เรื่องและต้องพูดอีกรอบ ยังแย่กว่าพูดช้าๆแต่รอบเดียวเข้าใจแบบ Jack Ma พูดนะครับ
 
3.ให้คนใกล้ตัวมีอิทธิพลกับเรามากเกินไป
ถ้าคุณจะไประดับโลก อย่าสนใจเสียงคนข้างบ้าน เพราะเค้าไม่มีวันเข้าใจในสิ่งที่คุณกำลังทำ เสียงคนใกล้ตัวแม้มันจะเบาๆแต่ถ้าได้ยินกรอกหู กระแหนๆบ่อยๆแล้วมันก็ทำให้เราเป๋ได้เหมือนกันนะครับ
 
4. เราชอบกดดันตัวเอง ราวกับว่ากำลังรับภาระทำอะไรสักอย่างเพื่อคนหมู่มาก
อันนี้ผมแอบสังเกตเห็นเวลานักกีฬาไทยให้สัมภาษณ์เวลาแพ้นะครับ ทุกท่านมักจะพูดว่า ขอโทษที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศผิดหวัง การแสดงความรู้สึกแบบนี้ผมว่าตอนแข่งน่าจะกดดันน่าดู ความรู้สึกกดดันนี่ล่ะครับทำให้เราแสดงศักยภาพออกมาได้ไม่เต็มที่

ผมกลับรู้สึกด้วยว่าก่อนไปแข่งนั้น คนไทยส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่รู้จักนักกีฬาเลยด้วยซ้ำว่านักกีฬาของเราเป็นใคร ชื่ออะไรบ้าง จะรู้ก็ตอนชนะได้เหรียญหรือรายงานผลการแข่งขันแล้วเท่านั้น
 
แล้วแบบนี้ เราจะกดดันตัวเองไปทำไม สู้ทำใจร่มๆโฟกัสที่การแข่งขัน ทำออกมาให้เต็มที่ไม่ดีกว่าเหรอ แล้วผลการแข่งขันออกมาเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน เราชนะแปลว่าเราทำดีกว่า ถ้าเราแพ้ก็แปลว่าอีกฝ่ายเค้าทำได้ดีกว่าเราเท่านั้นเอง
 
ทั้งหมดที่ว่ามาทั้ง 4 ข้อ คือสิ่งที่ผมคิดนะครับ