Trick of the trade
Trick of the trade
เป็นเซลส์แมนแล้วได้อะไรบ้าง
เราได้อะไรบ้างจากอาชีพเซลส์และเราจะพัฒนาตัวเองในอาชีพนี้ได้อย่างไร   
 
คำถาม  
สวัสดี  ผมอายุ28แล้ว ทำงานอาชีพ เซลล์ ทำงาน20วัน (ต่างจังหวัด)  เข้าออฟฟิศที่ กทม. 4วัน รายได้รวมประมาณ16000-17000 ต่อเดือน   มีค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 650 รวมโรงแรม   โรงแรมก็ประมาณ350-400 มีเงินเก็บประมาณ100,000 คิดว่าผมควรทำอาชีพนี้อยู่ไหมครับ หรือผมต้องพัฒนาด้านไหน   ขอบคุณครับ  
 
 
คำตอบ 
สวัสดีครับ ไม่รู้จะถามใครก็มาถามพี่นี่แหละครับ เพราะเคยเป็นเซลส์เหมือนกัน น่าจะพอเข้าใจและแนะนำกันได้ครับ    
 
พี่แยกคำถามเป็น 2 ข้อนะครับ คือ ควรทำเซลส์ต่อไปไหม กับต้องพัฒนาด้านไหน ดังนั้นก็จะตอบในฐานะที่ตัวเองก็เคยเป็นเซลส์แบบเดียวกันนี่แหละนะ   

ข้อดีของการทำอาชีพเซลส์คือ 
1. คุณได้ใกล้ชิด ได้เข้าใจพฤติกรรมการสั่งซื้อสินค้าของร้านค้า รวมถึงความเคลื่อนไหวของสินค้าในร้าน (ของแบบไหนมาไวไปไว แบบไหนนอนแช่ในร้านเป็นปีก็ยังไม่หมด) ข้อมูลพวกนี้เรียกว่า trade insights ชึ่งเป็นสิ่งที่คนเป็นเจ้าของกิจการ นักการตลาด นักวิจัยต้องการมากที่สุด เพราะแต่ละคนไม่มีโอกาสได้เห็นของจริงเหมือนกับเซลส์แมนที่มีสิทธิเดินเข้าไปนับสต็อกหลังร้านได้บ่อยเท่าที่คุณต้องการ การเดินเข้าไปดูหลังร้านจะได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด เวลาไปเยี่ยมลูกค้า อย่าทำแค่ไปจดออเดอร์เก็บเช็คแล้วกลับบ้าน   
 
2. คุณได้เห็นพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ได้เห็นการพิจารณาเปรียบเทียบของระหว่างการตัดสินใจซื้อ เห็นแม่ต้องยอมตามใจหรือตบกบาลลูกเวลาซื้อลูกอม เห็นกระทั่งการเอาของออกจากตะกร้ารถเข็นไปเก็บที่เดิมแล้วหยิบยี่ห้อที่มีกองลดราคาอยู่ไปแทน สิ่งเหล่านี้เรียกว่า Shopper Insights หรือพฤติกรรมซื้อของผู้บริโภค ที่ยิ่งศึกษายิ่งสังเกตยิ่งสนุกเพราะคนแต่ละภาคของประเทศก็ยังต่างกันไปอีกขั้น ใครอยากได้ต้องจ่ายเงินเป็นล้านไปติดกล้องหรือส่งคนไปเฝ้าเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดูจริงแค่ไม่กี่วัน แต่ของคุณได้ดูฟรีๆ    
 
3. คุณได้เห็นว่า หน้าตาร้านแบบนี้ จะเป็นลูกค้าแบบไหนที่เข้ามาซื้อ ซื้อครั้งนึงกี่บาท ซื้ออะไรบ้าง อย่างเช่นร้านขายส่งตามตจว. หน้าร้านมีห้องแถวห้องเดียวแต่ขายของเดือนนึงหลายล้านบาทเพราะมีโกดังซ่อนอยู่อีกที่หรือของขายเข้าออกไวมากจนแทบไม่ต้องเก็บสต็อก ได้เห็นวิธีการขายด้วยรถซาเล้งขี่ไล่จดออเดอร์เช้าแล้วส่งบ่าย เรื่องพวกนี้คนทำการตลาดนั่งหล่อนั่งสวยอยู่ในออฟฟิศไม่เข้าใจหรอกครับ มันต้องเซลส์บ้านๆแบบเรา   
 
4. คุณจะได้ฝึกการนำเสนอสินค้า ฝึกความอดทนในการรอ ฝึกทักษะการแพลนการขาย (Sales Planning) ว่าจะหายอดขายจากไหน ลูกค้าคนไหนจะช่วยเราได้ การบริหารเครดิต การไล่เก็บเงิน (อันนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะถ้าต่อไปจะทำธุรกิจส่วนตัว ถ้าไม่มีทักษะการเก็บเงิน คุณจะลำบาก) สิ่งเหล่านี้โรงเรียนการขายภาคสนามสอนให้คุณฟรี   
 
5. คุณจะได้เห็นว่า สินค้าหรือบริการที่นักการตลาดคิดมาว่าจะขายได้อย่างนั้นอย่างนี้ กลุ่มเป้าหมายจะเป็นแบบนี้นะ ฯลฯ สุดท้ายมันจะเป็นอย่างที่เค้าคิดไว้หรือไม่และจะได้เห็นว่าการวิจัยแบบเดิมๆที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้มันได้ผลหรือไม่    
 
ถ้าคุณยังเก็บเกี่ยวข้อมูลที่เล่ามาทั้งหมดนี้ได้ไม่มากพอและใจไม่ได้เบื่อหน่ายกับงานขายมากขนาดนอนร้องไห้ทุกคืน --> ทำต่อไปอีกสัก 3-4 ปี อย่าลืมหาโอกาสเปลี่ยนสินค้า เปลี่ยนตลาดที่ขาย คุณจะได้เจอบทเรียนใหม่ๆแต่ใช้ทักษะเดิมในการเรียนรู้   
 
คำถามต่อมาคือ ต้องพัฒนาตัวเองด้านไหนบ้าง   
1. ทำงานให้เป็นระบบและเป็นระเบียบ อย่าใช้ความไหลเป็นจุดเด่นอย่างเดียว เพราะมันจะขาดความน่าเชื่อถือ   
 
2. เรียนรู้ 5 เรื่องด้านบนที่บอกให้มากที่สุด ทุกสิ่งที่เห็นในตลาด พยายามสังเกตุ จำ จดบันทึก มันจะเป็นองค์ความรู้ที่มีค่ามากๆสำหรับคุณ   
 
3. ภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น อาหรับ และรัสเซีย ตอนยุคพี่ ภาษาอังกฤษสำคัญสุด แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นธรรมดาไปแล้ว ภาษาอีก 4 อันที่บอกกำลังจะมีบทบาทสำคัญมากๆในอนาคต  
 
4. เรียนรู้แนวคิดด้านการตลาด เพื่อมาเสริมงานของเราให้เต็ม การตลาดกับการขายจะทำคู่กันเสมอ ถ้าเรารู้ทั้งสองอย่าง เราจะได้เปรียบกว่าคนที่มาสายเดียวมากๆ ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องอื่นๆอีก ลองศึกษาเรื่องโลจิสติกท์ การขนส่งดูครับ   
 
5. ลองหัดหาของมาขายเอง เมื่อรู้จักตลาดแล้ว คุณจะเห็นโอกาสว่าตลาดนี้ยังขาดอะไรอยู่ ลองหาของมาขายดู ทำเป็นพรีออเดอร์หรือขายออนไลน์ก็ได้ จะได้ไม่ต้องลงทุนมาก   
 
ลองทำทั้งหมดดูสัก 1 ปี ชีวิตนักขายจะเปลี่ยนไปแน่นอน 
ได้ผลยังไง แวะกลับมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ