Trick of the trade
Trick of the trade
วิธีจัดการกับเงินทุนก้อนแรก ตอนที่ 1
คำถาม
รบกวนอยากทราบการก้าวเดินของการเริ่มต้นในธุรกิจค้าส่ง (ของเล่นเด็ก) โดยเฉพาะต้นทุนสถานที่เปิดร้าน ปัญหาเงินทุนเริ่มต้นจากการกู้เงินมาเป็นทุนจะเริ่มต้นในเรื่องร้านอย่างไรดี เช่น จะเช่าห้องแถว เช่าตึกแถว เช่าที่ราชพัสดุ หรือซื้อที่ดินมาสร้างห้องแถวจะดีกว่า เนื่องจากกังวลในเรื่องความคุ้มทุนและการการแปลงทุนเป็นสินทรัพย์... ขอขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ครับ... คิดหลายตลบมึนหัวหมดแลัวครับ...เรื่องของเรื่องจะกู้สัก 5-6 แสน ไหนจะเรื่องต้นทุนสินค้าและเรื่องสถานที่....
 
 
คำตอบ
หลักการจัดการกับเงินลงทุนก้อนแรก ให้แยกเป็นสัดส่วนโดยประมาณตามนี้นะครับ 
 
1. ค่าใช้จ่ายจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือค่าใช้จ่ายเพื่อการดำเนินงานแต่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทางตรงกลับมา เช่นค่าเช่า ค่าน้ำ-ไฟ ดอกเบี้ยกู้ ค่าจ้างคน (นับเฉพาะค่าจ้างของพนักงานที่ไม่ได้มีส่วนกับการขายหรือให้บริการโดยตรง เช่นบัญชี การตลาด ผู้บริหาร) 
 
อีกประเภทนึงคือ ค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดการขายโดยตรง ได้แก่ต้นทุนสินค้า ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบหรือซื้อสำเร็จมาขาย 
 
หลักการทำงานที่ดีที่สุดคือ ทำให้ค่าใช้จ่ายประเภทแรกให้น้อยที่สุดโดยคุณต้องกันเงินสดสำรองไว้จ่ายค่าใช้จ่ายประเภทน้ีไว้อย่างน้อย 4-6 เดือน คำว่ากันเงินสดในที่นี้ หมายถึงจำนวนเงินที่มากพอจะใช้จ่ายแม้ว่าคุณจะขายอะไรไม่ได้เลยแม้แต่บาทเดียว เมื่อกันเงินไว้แล้ว คุณจะได้ตั้งหน้าตั้งตาโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำภายใต้งบประมาณที่มีเหลืออยู่ในมือ  
 
เหลือแค่ไหน ใช้แค่นั้น คั้นทุกอย่างออกมาจากสมองให้ได้ และจะได้เลิกวิตกกังวลเรื่องเงินด้วย เพราะทุกอย่างจัดสรรไว้แล้ว  
 
ทำไมถึงต้อง 6 เดือน?  
6 เดือนคือระยะเวลาที่นานมากพอแล้วกับการทดลองและพิสูจน์ว่าสิ่งที่คุณคิดและกำลังทำอยู่นั้นมันเวิร์คไหม ตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือเปล่า ถ้าคุณได้ทำทุกอย่างตามแผนแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาได้ตามความคาดหวังกี่ % ซึ่งเกณฑ์ประเมินตรงนี้แต่ละคน แต่ละธุรกิจจะใช้เกณฑ์ไม่เท่ากัน บางกรณี ขอแค่ได้ครึ่งนึงตามเป้าหมายก็พอใจ บางกรณีของแค่ 10% ก็แปลว่ามาถูกทาง เพื่อพร้อมจะเดินหน้าต่อในระดับที่ใหญ่ขึ้น (พวก startup จะเป็นลักษณะหลัง ซึ่งขั้นตอนนี้เรียกว่า prototype (มีโอกาสแล้วจะมาเล่าให้ฟัง) 
 
 
2. ค่าใช้จ่ายอย่างแรกของข้อแรก (ค่าใช้จ่ายเพื่อการดำเนินงานแต่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทางตรง) ไม่ควรเกิน 20% ของวงเงินลงทุนทั้งหมดของคุณ เกินกว่านั้นจะเสี่ยงมากเพราะเป็นการบีบตัวเองให้เหลืองบไปหาของดีๆทำการตลาดแน่นๆได้น้อยเกินไป
 
 งงไหม?
 
ยกตัวอย่างจากเรื่องของคุณเลยนะครับ ง่ายดี  
 
คุณมีวงเงิน 600,000 
100,000 จะถูกกันไปเป็นค่าใช้จ่ายแบบแรกที่ว่ามา
500,000 เอาไว้สั่งของมาขายกับทำการตลาด 
 
เงิน 400,000 น่าจะมากพอให้สั่งของมาขายได้ 3-4 รอบเป็นอย่างน้อย เพื่อศึกษาดูทิศทางของตลาด มีความหลากหลายของสินค้าขาย เปรียบเทียบราคาคู่แข่ง ฯลฯ 
 
จุดสำคัญคือ ถ้าคุณปล่อยให้ค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่ต้องกันไว้มันมากเกินไป คุณจะเหลือเงินมาทดลองสั่งของน้อยลง ความยากคุณจะเพิ่มขึ้นทันที คุณจะสั่งของแปลกใหม่มาทดลองสร้างความแตกต่างไม่ได้เลยเพราะไม่งั้นเงินจะหมด สุดท้ายคุณก็จะถูกบังคับตัวเองให้ไปหาของธรรมดามาขาย กลายเป็นของขายได้บ้างแต่ไม่มีกำไร วันๆแข่งแต่เรื่องราคา 
 
 
3. ช่วงเริ่มต้น โฟกัสเรื่องเงินของคุณจึงมีเรื่องเดียว คือหาวิธีทำให้ต้นทุนการทำงานต่ำสุด การไปเช่าตึกอาจจะไม่ใช่ทางออกทางเดียว ยกเว้นว่า เช่าตึกแล้วเรานอนด้วย และเปลี่ยนบ้านปัจจุบันของเราให้คนมาเช่าแทน หรือหาทางเอาบ้านปัจจุบันนี้แหละปรับมาขายของ ประหยัดสุดแล้ว หาห้องว่างๆ โรงรถก็ได้ ตกแต่งให้ดูสะอาดตาขึ้น ไว้ถ่ายคลิปรีวิวของได้ แล้วเปิดเป็นร้านออนไลน์แทน ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ประหยัดว่าไปเช่าที่อื่นเยอะ สต็อกของก็เก็บไว้ในบ้านนั่นแหละ อดทนลำบากสัก 6 เดือนเดี๋ยวก็ได้ขยับขยายแล้ว 
 
แนะนำยาวๆแบบนี้น่าจะพอช่วยได้นะครับ