Trick of the trade
Trick of the trade
Connecting the DOTs ตอนที่ 2

Connecting The DOTs ตอน 2

ชีวิตของ Content Maker

 

ต่อจากครั้งก่อน

จากงานทั้งหมดที่พี่ทำมา เมื่อ 5 ปีก่อน พี่มานั่งทบทวนเนื้องานที่ทำจากทุกระดับ ทุกตำแหน่ง ว่าเนื้องานไหนที่ชอบและทำแล้วสนุกที่สุด  พี่พบว่า  

 

พี่เพลิดเพลินกับการทำ concept idea ของโชว์ไปขายลูกค้า เช่นคอนเสิร์ตนี้ จะเอานักร้องคนไหนบ้าง แล้วเอาเรื่องราวของลูกค้า มาผูกกับเพลงและสคริปท์ที่ให้ศิลปินพูด มันสนุกมากที่ได้ค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลายแล้ววางโครง ใส่รายละเอียดลงไปให้มันออกมาเป็นความบันเทิงที่ลูกค้าได้ประโยชน์ ผู้ชมก็ได้ความสนุก

 

พี่ชอบการทำ สื่อทางการแพทย์เพื่อให้ความรู้กับผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลมาก เพราะได้ความรู้ใส่ตัวผ่านการอ่านและคุยกับหมอ แต่สิ่งที่สนุกที่สุดคือ ทำให้มันออกมาเข้าใจง่ายๆเพื่อให้คนทั่วไปอ่านแล้วเอาไปดูแลตัวเองได้ถือเป็นการได้ช่วยคนทางอ้อม เรียกว่า มียุคะนึงที่โบรชัวร์แนะนำโรคกับสื่อ VDO ที่ฉายอยู่ในโรงพยาบาลทั้งหมด มาจากแผนกพี่แผนกเดียวที่ทำ เรียกว่าอ่านกันจนออกสอบได้

 

และพี่ชอบงานด้านการงวางโครงสร้าง วางระบบ วางแผนการทำงาน รวมถึงจัด-ปรับทิศทางการขยับของบริษัท ลากยาวไปถึงการทำ budget ของธุรกิจ วางแล้วก็เข้าไปตรวจสอบว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่วางแผนไว้ไหม 

 

งานนอกเหนือจากนั้นรู้สึกเฉยๆ ทำได้ แต่ไม่ตื่นเต้น

 

เมื่อมองเนื้องานที่ชอบ จะเห็นได้ชัดว่า มันคืองานที่เรียกว่า Content Maker ล้วนๆ

 

พี่ตัดสินใจเริ่มลองทำเพจดู เป็นเพจให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจและการตลาด

ที่เขียนเรื่องนี้ ก็เพราะมีประสบการณ์ตรง 

แม้จะไม่ชอบเนื้องานด้านการขาย การตลาดแบบ FMCG มากนัก แต่ประสบการณ์ที่ได้ทำมา ถ้ามันเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ ก็หยิบมันมาใช้เขียนก่อน เขียนไปเขียนมาก็ถึงตอนนี้

 

เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ต้องเริ่มมองหาการขยายโอกาสของตัวเอง

มาดูวิธีวิเคราะห์ต่อ  คำว่า Content Maker นั้น สามารถแตกกิ่งก้านสาขาออกไป ทำอะไร ให้ใคร ได้บ้าง

 

ตัว Content เองสามารถออกมาได้เป็น ตัวหนังสือ ภาพ  เสียง คนยืนพูดเป็นๆตรงหน้า หรือล้ำหน่อยก็เป็น animation

รูปแบบของการนำเสนอ ก็เป็น หนังสือเล่ม e-readผ่านบทความในblog  FB  e-reader เสียงก็เป็น mp3  audio book, Podcast  คนยืนพูดเป็นๆก็มีเป็นการจัดสัมมนา 

 

เห็นไหมว่า แค่เป็น content maker เรามีช่องทางทำอะไรตั้งหลายแบบ

 

พี่ก็เลยเริ่มต้นจากการทำเพจนี้ เมื่อ 5 ปีก่อน

จากเขียนเพจ ก็พัฒนาไปออกหนังสือ

2 ปีหลังจากออกหนังสือ ก็ลองเป็นผู้ผลิตหนังสือดูบ้าง โดยการทำสำนักพิมพ์ แต่ทำแบบ Super Lean นะ  คือไม่มีลูกน้องสักคน ทุกอย่าง outsource หมด เพื่อความคล่องตัวในการเลิกถ้ามันไม่รอด..

 

ภาพ หรือ VDO Clip เคยลองทำแล้ว แต่กินเวลามาก ไม่อยากรบกวนทุกคนเพราะว่างไม่ค่อยตรงกัน สุดท้ายก็เลิกไป

แต่ยังใช้

 

คนตัวเป็นๆยืนพูด พี่ก็เริ่มทำคอร์สสัมมนาบ้าง โดยจัดเรื่องที่มีประสบการณ์จริงๆนั่นแหละ ไม่ต้องไปเอาเรื่องอื่นที่ไม่รู้จริงมาทำ มันจะเสียชื่อทำอยู่ต่อเนื่อง 3 ปี  ตอนนี้เริ่มทำคอร์สออนไลน์แทนแล้ว เพราะพูดทุกเดือนชักไม่ไหว และออนไลน์สะดวกกับผู้เรียนที่อยู่ไกลๆและไม่สะดวกในวันเวลาที่สอนอีกด้วย เรียกว่าเป็นการแตกตัวออกมาเป็นรูปแบบใหม่

และล่าสุดก็เริ่มทำเป็นผู้จัดงานทอล์ค #HappinessMastery  

 

เมื่อเรามองภาพใหญ่ของวงการที่เราอยู่ได้ละเอียด
เราจะมองเห็นโอกาสมหาศาลที่ซ่อนตัวอยู่


เวลามองหาโอกาส ให้เริ่มมองจากภาพใหญ่

แต่เวลามองหาความสำเร็จ ให้เริ่มมองจากจุดเริ่มต้นที่เล็กที่สุด แล้วลงมือทำ

 

ทุกงานที่พี่ทำในวันนี้ มันจึงเชื่อมโยงกันได้หมด เพราะความเข้าใจในโอกาสของการ collaborate (ร่วมมือ) ที่มันมาพร้อมกับเครื่องมือที่รอเราไปใช้งานได้อย่างถูกและดี

 

งานทุกวงการ ก็มีช่องทางและเครื่องมือของตัวเอง เพียงแค่เราตั้งใจมองหามันให้เจอ
แต่ละเครื่องมือ มีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมกับตัวเราแตกต่างกันไป
แนะนำให้ลองทุกวิธี ลงทุนลงแรงกับมันอย่างละนิด
ลองจนแน่ใจว่าพบแบบที่เราถนัดและได้เสียงตอบรับดีที่สุดแล้วจึงค่อยขยายผล

สิ่งไหนไม่แน่ใจ ให้ถามผู้รู้ เอาหลักการมาประยุกต์ใช้ 

แล้วน้องจะได้มีชีวิตการทำงานในรูปแบบที่เป็นของตัวเองครับ