Trick of the trade
Trick of the trade
Connecting The DOTs ตอนที่ 1

Connect and Extend the Dots

คำถาม 

ก่อนในบทความเรื่อง คนไม่สำเร็จ ผมเห็นพี่เขียนว่า ใครที่ไม่สามารถตอบคำถามว่า ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่ ได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว  แปลว่าเรายังชัดเจนในตัวเองไม่พอ แต่ผมเห็นพี่ทำอะไรมาหลายอย่างมากเลย แล้วถ้าพี่เจอคำถามเดียวกันนั้น พี่จะตอบว่า พี่ทำอะไรอยู่ครับ

 

คำตอบ

 

มีคำถามนี้เข้ามาเมื่อเช้า ซึ่งบังเอิญเป็นช่วงที่ผมกำลังอยากเขียนบทความเกี่ยวกับวิธีการสร้างรายได้หลายทางพอดี 

เพราะอาทิตย์ก่อนก็ไปอ่านเจอบทความใน Quora มา มีผู้โยนคำถามเหล่านี้ไว้

 

เราทุกคนสามารถมีรายได้หลายทางได้จริงหรือ?

เราควรเริ่มต้นจากตรงไหน? และอย่างไร?

เราจะทำให้มีรายได้หลายทางแบบไหนได้บ้างที่ทำแล้วไม่ดูว่าเราเป็นพวกทำอะไรมั่วซั่วไปหมด?

 

ผมถือโอกาสรวบ 2 บทเป็นตอนเดียวเลยนะครับ  ยาวนิดนึง แต่ได้ประโยชน์แน่ๆ

 

 

คำตอบเป็นตามนี้ครับ

 

ถ้าใครถามพี่วันนี้ คำตอบคือ พี่เป็น content maker ครับ แปลไทยน่าจะเรียกว่า นักสร้างเรื่อง  คือคนที่เอาเรื่องที่น่ารู้ มาทำให้คนที่ควรรู้ ได้รู้ (ภายใต้เป้าหมายของคำว่า ดูได้สะดวกและเข้าใจง่าย)

งานที่พี่ทำ คือ แค่นี้จริงๆ นอกนั้นแทบไม่ได้ทำแล้ว

งานที่น้องเข้าใจว่ามัน เยอะ เพียงเพราะแค่มันแตกออกมาเป็นหลายรูปแบบ และหลายวิธีการนำเสนอ

แต่ถ้ามองภาพใหญ่ถึงทุกสิ่งที่พี่ทำ ทุกงานที่พี่ทำ มันเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันได้หมด 

 

แต่การจะออกแบบชีวิตและรูปแบบการทำงานให้ลงตัวแบบนี้ มันมีกระบวนการอยู่นิดหน่อย ไม่ยาก พี่ทำได้ น้องก็ทำได้ และทุกคนที่กำลังอ่านอยู่นี่ก็ทำได้เหมือนกันนะ พยายามเข้าใจหลักการนี้ไว้ เอาไปใช้กับทุกอาชีพที่น้องอยากเป็นได้เลย ไม่ได้จำกัดว่าทำตามนี้แล้วจะกลายเป็นนักสร้างเรื่องเท่านั้น

1. เข้าใจตัวเอง 

 

ก่อนจะไปเปลี่ยนโลก สิ่งแรกที่ต้องทำ คือเข้าใจตัวเองก่อน เราต้องรู้ให้ทะลุทุกแง่มุมของตัวเราว่าเรามีความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์อะไรติดตัวมาบ้าง เหมือนทหารจะไปออกรบ ก็ต้องรู้ตัวว่ามีอาวุธอะไรมาแค่ไหน 

 ผมใช้คำว่า  “เข้าใจ” ตัวเอง เพราะเรื่องนี้ไม่มีใครทำแทนเราได้

งานทุกอย่างที่เคยทำมา ให้นั่งคุยกับตัวเอง แล้วตอบให้ได้ว่า  เราได้อะไรมาจากงานนั้น

ไม่ว่างานอะไร ทำนานทำสั้น ล้วนให้อะไรเราทั้งนั้น

ดูตัวอย่างของพี่ไปเป็นแนวทาง (ขอเขียนแบบคร่าวๆให้ดู เอาจริงๆคงอ่านกันยาวเหยียด)

พี่เป็นเซลส์ขายของตามร้านโชห่วย 2 ปี ได้รู้จักธรรมชาติการเข้าออกหมุนเวียนของสินค้า ผ่านร้านรูปแบบต่างๆ ได้เห็นความลับของการค้า  เห็นการต่อรอง ได้เห็นชีวิตคนที่ทำงานระดับล่างไปจนถึงเถ้าแก่ ลามไปถึงการเป็น life style ของคนต่างจังหวัด ว่าเราจะเข้าถึงเค้าได้ยังไง คนซื้อก็ซื้อด้วยความจำเป็น ต้องใช้ ต้องกิน และสามารถทดลองอะไรใหม่ๆได้ทันทีถ้ามีโฆษณาหรือคนขายเชียร์

 

พี่ทำงานธุรกิจแฟชั่น มีร้านในห้าง ได้เห็นวิธีการจัดการกับสินค้าอีกแบบที่ต่างจากการขายของอุปโภคบริโถคแบบคนละโลก ธุรกิจนี้ คนซื้อๆด้วยอารมณ์และความอยากล้วนๆ และการบริหารของขายต้องเร็ว หมด season คือหมดเวลา โละทิ้งอย่างเดียว ในขณะที่ของในซุปเปอร์หรือตามร้าน  นอนแช่กัน 6-8 เดือนหน้าตาเฉย พี่งงมากว่าเค้าอยู่กันได้ยังไงเพราะกำไรต่อชิ้นก็น้อยกว่ามาก

 

 

พี่ทำงานการตลาดให้โรงพยาบาล  ได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า consumer insights ของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยที่มารับการรักษา ได้เห็นถึงความแตกต่างของความรู้สึกในการจ่ายแบบต้องจ่าย เพราะไม่มีทางเลือกของผู้ป่วยหนักหรือหัวร้างข้างแตกมา กับการจ่ายแบบไม่ค่อยอยากจะจ่าย พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อทั้งหลายเหล่านี้   พี่นำไปประยุกต์ได้กับทุกธุรกิจ 

 

พี่ทำงานสายบันเทิง ได้เห็นวิธีการสร้าง content ที่เรากำลังเห่อกันมากในช่วง 4-5 ปีนี้ แต่พี่เห็นมันตั้งแต่ 10 ปีก่อน ที่ถือเป็นในยุคแรก ๆ ของสิ่งนี้  ได้เรียนรู้วิธีการ manage & match Key Resource ของเรากับ Key Strength ของลูกค้า ว่าเอาไปเสริมกันยังไงให้ win-win แล้วลูกค้าจะยอมจ่ายเงินในราคาที่เราอยากได้โดยไม่มีอิดออด ที่สำคัญคือได้เห็นกับตาว่า การมี product ดีที่สุดเพียงตัวเดียว สามารถค้ำจุนธุรกิจได้นานพอจนเรามองเห็นโอกาสขยับขยายโอกาสไปหาสมรภูมิที่มั่นที่เราจะเป็นฝ่ายคุมเกมและได้เปรียบจนได้

 

พี่ทำงานบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ 3 ประเทศ  มีวิธีการคิดและระบบที่แตกต่างกัน ลูกค้าอยู่ในความดูแลตั้งแต่นมผงยัน craft beer ที่มี customer journey ต่างกันราวกับฟ้าและเหว ได้ทักษะการทำ presentation แบบกระชับ สั้น และตรงประเด็นแบบ ทุกอย่างครบ จบได้ใน 12 slides ไม่ว่างานจะมูลค่าเท่าไหร่ก็ตาม

 

น้องจดและทำความเข้าใจทั้งหมดไว้นะ เดี๋ยวได้ใช้มันไปตลอด

2. เข้าใจสิ่งที่เรามีมาแต่อดีต ว่าจะนำมันไปสร้างสรรค์ออกมาเป็นงานใหม่ได้ยังไง

 

ทุกๆการสร้างสรรค์งานใหม่ มันต้องมี input จากประสบการณ์+ข้อมูลเก่า เป็นส่วนร่วมเสมอครับ 

ความคิดสร้างสรรค์มันถึงจะเกิดขึ้นมาได้ ซึ่ง input นั้นมันอาจจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

ทางตรงก็ง่ายหน่อย  เอาอันนั้นมาผสมนี่ สลับไปสลับมา

ทางอ้อมนี่จะต้องอาศัยการ apply งานข้ามอุตสาหกรรมบ้าง เอาสิ่งที่ไม่เคยถูกใช้กับงานนี้มาใช้รวมด้วยก็มี 

แต่ถ้าน้องมี input ไม่มีอะไรสักอย่าง หรือมีมาน้อยนิด  เวลาถึงคราวจะต้องประยุกต์ใช้ น้องจะเกิดสภาวะสมองตัน

พูดง่ายๆ คือ ทุกสิ่งที่น้องมี มันเป็นส่วนผสมอาหาร ยิ่งมีส่วนผสมให้เลือกใช้เลือกเล่นมาก เชฟก็สามารถสร้างความแปลกใหม่และแตกต่างได้มากเท่านั้น 

 

ตัวอย่างที่พี่นำมาใช้หากินบ่อยๆ คือการออกแบบคุณค่าธุรกิจโดยอาศัยแนวคิดและ insights ของผู้ป่วยหนักที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาล เราจะทำยังไงให้ธุรกิจของเรากลายเป็นธุรกิจที่ลูกค้าไม่ซื้อไม่ได้ พอนึกออกไหมครับ

 

3. เข้าใจว่า นวัตกรรมที่เราพึ่งสร้างขึ้นมานั้น มันเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร มันจะทำหน้าที่อะไรให้โลก มันเหมาะกับใคร และคนๆนั้นอยู่ที่ไหน และเราจะเข้าถึงตัวคนนั้นได้อย่างไร (ทั้งในด้านการสื่อสารและเอาสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาไปถึงมือคนนั้น)

 

เรื่องนี้สำคัญมากนะครับ และคนทำงานทุกอาชีพ มีปัญหานี้ทุกคน

ข้อ 3 คือโมเดลธุรกิจและงานการตลาดทั้งหมดทั้งมวล ได้แก่ การเลือกกลุ่มเป้าหมาย การโฆษณา การกระจายสินค้า การขนส่ง ราคาขาย และอีกมาก ฯลฯ

 

ทั้ง 3 ข้อที่ว่ามานี้ เอามายำรวมกัน จะเป็นรูปแบบชีวิตและวิธีการทำงานที่น้องสามารถออกแบบและเลือกได้เอง

 

กลับมาที่งานของพี่  เรื่องการเป็น Content Maker  พรุ่งนี้มาต่อนะ.....