Trick of the trade
Trick of the trade
วันสุดท้าย
 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายครับ ที่ผมจะจบภารกิจกับตำแหน่งงานที่กำลังจะผ่านไป 

ตลอดเวลา 4 ปีกว่าที่ผ่านมา หากลองมองย้อนกลับไป ณ วันแรก ถือว่ามาได้ไกลเกินคาดอย่างมากจริงๆ และมีสิ่งให้เรียนรู้มากมายจนขอมาเขียนไว้เพื่อเป็นความทรงจำให้ตัวเองสักหน่อย

1. ความหวังต้องยังมีอยู่เสมอ

ไม่ว่าธุรกิจของเราจะแย่ขนาดไหน เราต้องมีความหวัง

เพราะถ้าเราที่อยู่ในฐานะผู้เป็นเจ้าของและผู้นำไม่มีความหวัง คนที่เหลือก็จะทำงานแบบซังกะตาย กลายเป็นคนที่ทำงานเพื่อรอแค่วันสิ้นเดือน

2. เข้าใจปัญหาและสาเหตุให้มากที่สุด

เมื่อไหร่ที่เรารู้ตัวว่าธุรกิจมีปัญหา นั่นแปลว่ามันมีปัญหาหลายเรื่องได้เกิดขึ้นนานมามากพอแล้ว เพราะปัญหาเหล่านั้นมันจะค่อยๆสะสมและเชื่อมกันจนกลายเป็นก้อนใหญ่ที่แยกไม่ออก

เจ้าของทุกคนต้องยอมเหนื่อยหน่อย ในการลงมาขุดคุ้ยที่มาของปัญหา ยิ่งขุดลึก ยิ่งเจอข้อมูลมากเท่าไหร่ ปัญหาจะถูกแก้ได้ง่ายและเร็วมากขึ้นเท่านั้น

อย่าหมกปัญหาไว้ใต้พรม เพราะมันจะไม่ถูกแก้ไขอะไรเลย

หลักในการแก้ปัญหา คือ

- แก้เรื่องที่เป็นปัญหาเชิงกลยุทธ์ก่อน เช่นการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ช่องทางการขาย แนวทางของการทำสินค้า ฯลฯ อย่าไปใช้เวลากับการแก้ปัญหารายวันโดยไม่ได้แก้ที่ต้นตอ เพราะคุณจะต้องแก้วนไปไม่รู้จบ

- ตั้งสมมติฐานหลายๆด้านและทดลองวิธีการแก้หลายๆแบบ เหมือนเราทดลองยาเพื่อดูผลการรักษา ทำไปสักระยะเราจะเห็นความแตกต่าง จากนั้นก็เลือกวิธีที่ได้ผลดีที่สุด

- ให้เวลากับตัวเองในการแก้ไขปัญหา อย่าลืมว่าปัญหามันก็เหมือนอาการเจ็บป่วยในร่างกาย การจะป่วยหนักนั้นมันต้องมาสาเหตุจากพฤติกรรมหรืออาการที่สะสมมาก่อนหน้านี้แล้วเพียงแต่เราละเลยมันเอง ปัญหาต่างๆของธุรกิจก็เหมือนกัน เราจึงต้องอดทนรอและให้โอกาสตัวเองในการแก้ปัญหานั้นด้วย

3. ยืดหยุ่น เข้มงวดตามลำดับความจำเป็น

ความหมายของเรืองนี้ คือ เราต้องกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา

โดยมุ่งเน้นการแก้ตามสิ่งที่จำเป็นที่สุดเพื่อให้ธุรกิจกลับมาแข็งแรงขึ้นให้ได้ก่อน กฏ เกณฑ์ เงื่อนไขต่างที่วางไว้บางเรื่องต้องผ่อนปรนชั่วคราว การมีกฏที่เข้มงวดแต่นำไปใช้ไม่ได้จริง หรือพยายามใช้ไม่ถูกเวลา มันจะกลายเป็นเรื่องตลกในสายตาทีมงานและคู่ค้า ว่าเจ้าของนี่ไม่รู้เหรอว่าเวลานี้ต้องแก้ปัญหาอะไรก่อน

ถ้าเราไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและลำดับความสำคัญของปัญหา 

ก็อย่าหวังว่ามันจะได้รับการแก้ไข

ยกตัวอย่างนะครับ 

ถ้าธุรกิจของเรา มีปัญหาเรื่องสินค้า เรื่องแบรนด์ เรื่องการตลาด ของขายไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องยอมผ่อนเรื่องวิธีการขายบ้าง ยอมให้ส่วนลดบ้าง เงื่อนไขการส่ง เพิ่มสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเป็นการจูงใจก่อน มากกว่ากว่าจะคอยตรึงกฏเกณฑ์หรือระเบียบการทำงานยุบยิบที่ไม่เกิดประโยชน์

กลับกันคือ ถ้าปัญหาของเราตอนนี้คือการทุจริต รั่วไหล ควบคุมเรื่องเงินทองไม่ได้ การเก็บเงินก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ก็ให้หันมาเน้นการจัดระบบในบ้านใหม่เสียก่อน อย่าไปเร่งขาย เพราะยิ่งเร่งจะยิ่งรั่ว กลายเป็นขายไปแจกเงินทิ้งไป

เรื่องแบบนี้ไม่มีกฏตายตัวนะครับ ปัญหาใคร ปัญหามัน แต่เรียนรู้จากกันและกันได้

4. อย่าหมดไฟ เดินหน้าแล้วต้องไปให้สุด

เมื่อเราเลือกเส้นทางได้แล้ว ก็เดินหน้าให้เต็มที่ อย่าหยุดสะดุดกับเรื่องเล็กๆกวนใจระหว่างทาง แน่นอนว่าการแก้ปัญหามันจะส่งผลกระทบกับเรื่องอื่นในบริษัทแต่ถ้ามันจะช่วยให้ปัญหาใหญ่ถูกแก้ เราต้องเดินหน้าไปอย่าได้แคร์

5. ไม่มีที่ยืนสำหรับพวกสายป่วน

ในทุกองค์กร มันจะมีมนุษย์พันธ์หนึ่งอยู่ในนั้นเสมอ คือพวกสายป่วน คนจำพวกนี้มีคุณลักษณะพิเศษแต่ส่งผลทางลบกับการพัฒนาองค์กร คือฉลาดแต่ใช้ในทางที่ไม่ถูก ชอบรวมตัวก่อหวอดต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ใครปล่อยคนแบบนี้ไว้ในองค์กร รับรองว่าคุณจะเหนื่อยแน่นอน ถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า อย่ามีคน toxic แม้แต่เพียงคนเดียวอยู่ในบริษัทเพราะบุคคลนั้นจะนำพาความเสียหายที่เกินประมาณมาสู่ธุรกิจของเรา

กำจัดคนประเภทนี้ออก คือสิ่งแรกที่คุณต้องทำเสมอ

6. ชนะใจทีมงานก่อนออกรบ

ก่อนคิดจะทำการใหญ่ ผู้นำต้องชนะใจลูกน้องให้ได้ก่อนนะครับ เพราะคุณต้องไม่ลืมว่าเราไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ด้วยตัวคนเดียว การเอาชนะใจลูกน้องนั้นไม่จำเปป็นต้องเป็นตัวเงินเสมอไป ซึ่งสิ่งที่ผมทำเสมอ คือการมองคนให้เป็นคน มองว่าทีมงานทุกคนก็มีชีวิต มีจิตใจ เป็นคนธรรมดาเหมือนเรา เราอยากได้รับการดูแลอย่างไร เราก็ต้องดูแลพวกเขาแบบเดียวกัน

เมื่อคุณได้ใจ คุณจะได้อะไรอีกหลายอย่างตามมาครับ

7. ปัญหายิ่งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงยิ่งต้องมาก

โดยมากเรามักจะกลัวการแก้ปัญหาและการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ผมอยากฝากตรงนี้เลยคือ ยิ่งคุณต้องการแก้ไขปัญหาให้ได้เด็ดขาดเท่าไหร่ คุณต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจนคนสังเกตุได้หรือทำออกมาในระดับที่คนคาดไม่ถึงออกมาให้ได้ หากมัวแก้ในระดับแมวดม ทุกสิ่งที่คุณทำคือเหนื่อยฟรี

การเปลี่ยนแปลงระดับสูงสุดคือ การเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจ เพราะเดิมพันสูงและส่งผลชัดเจนมากที่สุด ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่น้อยที่สุดคือเปลี่ยนระดับพนักงาน เช่นขายของเดิมๆแต่ส่งคนขายใหม่เข้าไปหาลูกค้า ธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงระดับน้อยนิดแบบนี้ อย่าได้ริหวังถึงผลที่ยิ่งใหญ่เลย

8. ชื่นชมกับทุกความสำเร็จแม้เพียงเล็กน้อย

ตลอดเวลาของการแก้ไขปัญหา หรือการทำงานใดๆ มันจะมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวเกิดขึ้นตลอดเวลา เจ้าของต้องขยันหาทุกแง่มุมของความสำเร็จมากล่าวชื่นชมและเฉลิมฉลองเล็กๆ ทุกครั้งที่ความสำเร็จเล็กๆได้รับการยกย่อง ความสำเร็จครั้งต่อไปจะใหญ่กว่าอันเดิมเสมอ อันนี้ขอให้เชื่อได้เลยครับ

และเช่นกัน พวกความผิดเล็กๆน้อย ก็ถือว่าเป็นสิ่งเรียนรู้แต่ไม่ต้องถึงขั้นมาตำหนิกัน เพราะการตำหนิไม่ค่อยส่งผลดีกับใครเท่าไหร่นัก

9. ทุกอย่างดู soft เมื่อมีอารมณ์ขัน

อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะในที่ทำงานเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะนั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ภาวะผู้นำและทัศนคติของตัวเราในเวลาเผชิญกับปัญหา อารมณ์ขันจะช่วยลดความเครียดระหว่างการประชุม เป็นการเบรกอารมณ์ที่แต่ละฝ่ายจะซัดกันจนไม่เป็นอันโฟกัสปัญหา

10. ความสำเร็จไม่มีทางลัด

อย่างที่บอกว่าเป็นเวลานานถึง 4 ปีกว่าๆ ที่ผมได้ทำงานตรงนี้ นับตั้งแต่วันแรก วันที่บริษัทมีอาการไม่ค่อยจะดี จนถึงวันนี้แข็งแรงและยืนหยัดได้อย่างมั่นคงระดับหนึ่งแล้ว ความสำเร็จที่ได้มาเกิดขึ้นจากการมีเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจน ถูกเปลี่ยนแปลงออกเป็นแผนงานและการทำงานหนัก ติดตามผลอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งปรับแก้รายละเอียดไปตามสมควรตลอดเวลา

ไม่มีความสำเร็จใดที่มาง่ายเหมือนดีดนิ้วมือ ถ้าเรามุ่งมั่นและอดทนรอได้ ความสำเร็จนั้นจะเป็นของเราอย่างแน่นอน


 เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เราจำเป็นต้องเอาตัวเองออกจากสภาพที่คุ้นเคยหรือที่เราเรียกกันว่าความสบาย (comfort zone) เพื่อแสวงหาการเรียนรู้ใหม่ๆ ผมเองก็เช่นกัน 

ซึ่งต้องบอกว่ามีความรู้สึกใจหายเหมือนกันนะครับที่ต้องก้าวออกสู่โลกภายนอกอีกครั้งหลังจากล้มลุกคลุกคลานกับงานนี้มาเป็นเวลานานมากๆ

แต่เพราะไอ้คำว่านานมากๆนี่ล่ะครับ ทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า เราจะไม่เอาตัวเองอยู่ที่ไหนนานๆเพราะมันจะทำให้เราหยุดเรียนรู้ รวมถึงไม่เป็นผลดีกับธุรกิจที่กำลังทำอยู่ด้วยเพราะจะไม่ค่อยได้สิ่งใดใหม่ๆจากเรานัก การสละเก้าอี้เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งตัวเองและธุรกิจได้รับสิ่งใหม่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เราเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ต้องเปิดใจ รับ input ใหม่เข้ามาด้วย 

อย่ายึดติด แบกรับงานไว้คนเดียว  หรือเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ มิฉะนั้นเราจะไม่ทันโลก

สุดท้าย ผมคงต้องขอขอบคุณทีมงานทุกคนที่ช่วยกันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ จนเราสามารถพลิกสถานการณ์จากการเป็นธุรกิจที่พนักงานีความหวังแค่ขอใ้ห้บริษัทจัดงานปีใหม่ก็ดีใจแล้ว กลายเป็นบริษัทที่กำลังมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จในระดับที่สูงขึ้นไป จากแผนงานเดิม เราตั้งใจจะฟื้นฟูสุขภาพของบริษัทโดยใช้เวลา 5 ปี แต่จากความตั้งใจจริงของทุกคนทำให้เราสามารถทำได้สำเร็จภายใน 3 ปีเท่านั้น ทุกคนมีส่วนในความสำเร็จนี้ร่วมกันครับ

31 สิงหาคม 2561