Trick of the trade
Trick of the trade
วิธีการประเมินผบตอบแทน

คำถาม

เวลาดูงบลงทุนโครงการว่าผลตอบแทนเป็นยังไง นอกจากรายได้-ต้นทุน-ค่าใช้จ่ายบริหาร 

เราต้องเอาพวกค่าก่อสร้างตึกซึ่งทางบัญชีถือเป็นทรัพย์สินมาคิดด้วยหรือเปล่า

เราสามารถดูเฉพาะกระแสเงินสดรับมากกว่ากระแสเงินสดจ่าย แล้วเราถือว่าเป็นกำไร โดยไม่คิดแบบบัญชีได้ไหมคะ

โจทย์คืออยากคิดว่าจะคืนทุนค่าก่อสร้างได้เมื่อไหร่ค่ะ

 

คำตอบ

สวัสดีครับ

ขอตอบแบบเป็นการประเมินผลตอบแทนการลงทุนแบบเต็มรูปแบบเลยนะครับ ไม่ใช่การประมั่วแบบที่เราชอบทำกันเอง

หลักการที่สำคัญมีดังนี้ครับ

1. ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมดต้องนำมาเป็นฐานการคำนวนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเงินลงทุนเริ่มต้น และค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการในแต่ะปี (เราใช้หน่วยของระยะเวลาเป็นปี ในการประเมินเสมอ เพื่อเทียบกับดอกเบี้ยธนาคาร)

เงินลงทุนเริ่มต้น เช่น ค่าตกแต่งร้าน ค่าเครื่องมืออุปกรณ์หลักเช่นเครื่องชงกาแฟ เครื่องมือช่าง ค่าออกรถ ฯลฯ เงินลงทุนสำหรับทรัพย์สินหลักนี้ เราจะเอามาคำนวนเป็นค่าเสื่อมราคาโดยหารมูลค่าตามอายุทรัพย์สินตามระบบบัญชี

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแต่ละเดือน เช่าค่าเช่า ค่าจ้าง ค่าวัตถุดิบ ค่าการตลาด ค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ เราจะทำการประเมินและรวบรวมไว้

โดยตอนก่อนลงทุน คุณต้องประมาณการรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเงินลงทุนเริ่มต้นไว้แล้วอย่างน้อยเป็นเวลา 3-5 ปีล่วงหน้า หรือบางธุรกิจอาจนานกว่านั้นถ้าอายุของทรัพย์สินมีเวลานาน เช่นหอพัก โรงแรม โรงงาน ที่คุณสามารถคิดค่าเสื่อมได้นานเป็นสิบปี 

(เดี๋ยวจะบอกความแตกต่างให้ทราบนะครับ)

 

2. เมื่อเราดำเนินกิจการไป (หรือประเมิน) รายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้แล้ว การประเมินจะมี 2 แบบ คือ

แบบแรก การเอากำไรก่อนหักค่าเสื่อม (EBITDA) เทียบกับยอดขายสุทธิ (รายได้หลังหักส่วนลดทุกประเภท) แล้วดูว่ากำไรตรงนี้เป็นกี่ % วิธีนี้จะใช้บ่อยกับธุรกิจที่มีเงินลงทุนน้อยและทรัพย์สินไม่มาก

แบบสอง คือเอากำไรสุทธิ (Net Profits) เทียบกับยอดขายสุทธิ (รายได้หลังหักส่วนลดทุกประเภท) วิธีนี้จะได้ข้อมูลที่ชัดเจนกว่าเพราะมีการนำเอาเงินลงทุนตั้งแต่ต้นมาคำนวณรวมด้วย ที่บอกว่าชัดเจนกว่า เพราะดราจะได้มุมมองที่ว่า ถ้าเราเอาเงินลงทุนเริ่มต้นนั้นไปทำอย่างอื่นตั้งแต่แรก เราจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าธุรกิจนี้ หรือสูงกว่าดอกเบี้ยธนาคารหรือไม่

 

3. เมื่อเราได้กำไรออกมาจากแต่ละปีแล้ว ก็เอากำไรนั้นมารวมกันเข้าๆไปเรื่อยๆทีละปี สะสมรวมกันได้มากกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นเมื่อไหร่ ก็คือระยะเวลาที่เราได้ทุนคืนนั่นเอง

ผมแนะนำให้ใช้แบบนี้ ซึ่งต่างจากวิธีการใช้ Finanicial Ratio เป็นตัวคำนวณเนื่องจากผลประกอบการจริงจะไม่เท่ากันทุกปี จึงไม่ควรใช้ค่าเฉลี่ยตามพวกธนาคารชอบใช้นะครับ

เมื่อคุณได้หลักการแบบเต็มไปแล้ว คุณจะเลือกใช้แบบใด ขนาดไหน ก็แล้วแต่สะดวกนะครับ

ส่วนคำถามที่ว่า จะดูเฉพาะกระแสเงินสดรับ มากกว่าเงินจ่าย แล้วจะถือว่าเป็นกำไรแล้วได้หรือไม่ ขอตอบตามนี้ครับ

1. ถ้าเป็นธุรกิจซื้อมาขายไปเล็กๆ "ด้วยเงินสด 100%" และไม่มีการลงทุนในทรัพย์สินใดๆ สามารถใช้วิธีนี้ได้ครับแต่ต้องระวังตามนี้

- รายการของที่ค้างบ้านอยู่ยังไม่ได้ขาย คุณต้องนับเป็นรายได้ที่ยังไม่ได้รับ เพราะของนั้นคุณอาจจะขายไม่ได้เลยในที่สุด

- รายการซื้อของที่คุณยังไม่ได้จ่ายเงินเค้า คุณต้องตัดรายการนั้นเป็นค่าใช้จ่ายก่อน เงินที่เหลือค่อยถือเป็นกำไร

2. ยอดขายที่ยังเก็บเงินไม่ได้ เราจะยังไม่นับเป็นรายได้นะครับ ไม่งั้นเหมือนหลอกตัวเองว่ารายได้มากมายแต่สุดท้ายเปิดดูบัญชีทีแทบเป็นลมเพราะมีแต่หนี้ค้างรับ ไม่มีเงินสดให้ไช้เลย แบบนี้ธุรกิจไปไม่รอดเช่นกันครับ

3. มุมกลับกัน สำหรับค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้จ่ายคนอื่น เราก็ต้องนับเป็นค่าใช้จ่ายเลยทันทีและหักจำนวนเงินนั้นออกจากกระแสเงินสดได้เลยเพราะยังไงคุณก็ต้องจ่ายมันออกไปอยู่แล้ว ฝึกทำอย่างนี้ไว้ คุณจะได้รู้สถานะการเงินล่าสุดของคุณได้เสมอ

 

ลองทำดูนะครับ