Trick of the trade
Trick of the trade
เปลี่ยนให้ปัง ดังให้สุด
 หากใครที่กำลังมองหาหนังสือสักเล่มที่พูดถึงแนวคิดและวิธีการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แต่แฝงไปด้วยข้อคิดด้านการใช้ชีวิตจากผู้ที่เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองมาหลายครั้งหลายบทบาท หนังสือ เปลี่ยนให้ปัง ดังให้สุด เล่มนี้คือเล่มแรกๆที่คุณควรนึกถึง
 
คุณกิ๊ฟ ผู้เขียนมีความเหมือนกับผมในหลายๆบทบาท เช่นเป็นผู้สานต่อธุรกิจการ์ดแต่งงาน-ของชำร่วยของครอบครัว จากนั้นก็ขยายร่างไปสร้างธุรกิจใหม่ที่ตัวเองชื่นชอบ ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งธุรกิจเดิมที่ทำ และยังไม่รวมถึงความขยันหา(เรื่อง)ไปทดสอบตัวเองกับความท้าทายใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
 
หนังสือไม่เพียงเล่าแค่แก่นของความเปลี่ยนแปลง แต่ยังบอกถึงขั้นตอนที่จำเป็นในการปฏิบัติด้วยในมิติและบทบาทที่ต่างกันในแต่ละช่วงชีวิตการทำงานของคุณกิฟท์ ต้องถือว่าเป็นหนังสือเล่ารื่องการเปลียนแปลงได้หลากหลายอารมณ์และเข้าใจได้ง่ายมากเพราะทุกอย่างที่เล่ามาคนเขียนสัมผัสมาด้วยตัวเองหมดแล้ว
 
สิ่งที่ผมชอบมากเป็นพิเศษคือ สิ่งที่คุณพ่อของคุณกิฟท์ได้สอนและคุณกิฟท์นำมาถ่ายทอดต่อให้เราฟังอีกที ทุกคำสอน ช่างเฉียบคมและแข่งแกร่งสมกับเป็นยอดนักสู้จริงๆ (ต้องไปอ่านเอานะครับ ว่าทำไมผมถึงเรียกคุณพ่อของผู้เขียนว่ายอดนักสู้)
 
สิ่งที่น่าสนใจจากในเล่ม
- คนเป็นผู้นำยุคนี้ต้องสร้างDNA ของการพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงให้กับทุกคนในองค์กรให้ได้ และให้ทุกคนรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องธรรมดามากๆ พยายามปลูกฝังว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้นจะทำให้ทุกคนเก่งขึ้น และองค์กรจะดีขึ้น
- ความขยันและความดี เป็นเรื่องที่ "ติดเชื้อ" กันได้ สิ่งที่คนรุ่นปู่ย่า ตายาย ทำไว้ จะส่งผลถึงรุ่นพ่อแม่เรา และสิ่งที่พ่อแม่เราทำก็จะส่งผลถึงชีวิตคนรุ่นเรา และแน่นอนว่าสุดท้าย ทุกสิ่งที่เรากำลังทำย่อมจะส่งไปถึงรุ่นลูกของเราอย่างไม่ต้องสงสัย (ดังนั้น วันนี้ใครคิดจะทำอะไรกับใคร คิดให้ดีนะครับ)
- การทำธุรกิจอย่างซื่อสัตย์ สรรหาแต่ของดีให้ลูกค้า จะช่วยให้ธุรกิจมั่งคง และมั่งคั่งในระยะยาวได้จริง
- สาเหตุหลักที่ทำให้คนเราทำอะไรไม่สำเร็จก็คือ การไม่เอาจริง แต่ถ้าเราอยากได้มันมากพอ อยากได้จนถึงระดับมือไม้สั่น แบบนั้นรับรองว่าคุณจะทำมันได้แน่ๆ
- ทุกการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากสิ่งที่เราควบคุมเองได้ก่อน ซึ่งก็คือตัวเราเอง เพราะการเข้าใจพื้นฐานของตัวเองคือปัจจัยแรกของความสำเร็จ
- โดยให้เราเริ่มต้นจากการเข้าใจตัวเองก่อนเสมอว่าจุดที่เจ๋งของเราคืออะไร ทางไหนเป็นของเรา อย่าไปตามใครเพราะทุกคนมีหนทางสู่ความสำเร็จเป็นของตัวเอง
- ท่องไว้ๆๆ เล่นในเกมของเรา อย่าไปเล่นเกมของคนอื่น
- ทุกครั้งที่ท้อและอยากล้มเลิกให้นึกถึงความรักของพ่อและแม่ไว้ แล้วเราจะรู้สึกว่า "เราจะเก่งน้อยกว่านี้ไม่ได้"
- ทุกคนจะมีจุด "คลิก" ที่บางคนเรียกว่าจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้เรามีแรงฮึด พยายามหาโมเมนต์นั้นของตัวเองให้เจอ
- เวลาที่โทษคนอื่น อย่าลืมว่าคนแรกอีกคนที่ต้องโทษด้วยคือตัวเราเอง เพราะการโทษตัวเองและปรับปรุงตัวเรานั้นง่ายและได้ผลกว่าการโทษคนอื่นเยอะ
- การสร้างความเปลี่ยนแปลง ผู้นำต้องเข้าใจถึงพื้นฐาน ความแตกต่างของมนุษย์ด้วย ไม่ใช่แค่จะบ้าพลังชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว หนังสือใช้ Context (สถาพแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลง และ Content (ชุดวิธีที่จะใช้ในการเปลี่ยนแปลง) เป็นองค์ประกอบหลัก
- โลกนี้ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงยากเท่าคนอีกแล้ว
- การทำให้พนักงานเก่าที่มีความภักดีกับเราเปลี่ยนแปลงเข้ากับโลกยุคใหม่ บางทีอาจจะง่ายกว่าการเปลี่ยนเด็กรุ่นใหม่ให้มาจงรักภักดีกับเรา (ข้อนี้ผมให้ 100 คะแนนเต็มนะครับ ถูกใจมาก)
- ความรู้สึกของการเป็นพนักงานประจำ เลิกงานกลับบ้านก็จบไป กับการเป็นเจ้าของที่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองนั้นมันต่างกันมากนัก แต่ไม่ได้บอกว่าอันไหนดีกว่ากัน เพียงแค่มันแตกต่างกันเท่านั้น
- การเปลี่ยนแปลงนั้นยากไหม หนังสือก็ยืนยันว่ายาก แต่ถ้ารู้วิธีเราก็จะเปลี่ยนแปลงได้
- เริ่มด้วยการถามตัวเองว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ยิ่งเห็นภาพชัด ทุกอย่างจะยิ่งง่ายขึ้น
- สำรวจตัวเองว่า ชุดความคิดและความสามารถของเรามีพร้อมหรือยัง ได้แก่การศึกษาชีวิตของคนที่เราอยากเป็น ศึกษาดูวิธีการของเขาว่าอ่านอะไร เรียนอะไร เอาตัวไปคลุกคลีติดตาม อยากรู้อะไรก็ถามเค้าไปเลย
- เมื่อรู้แล้วว่าต้องทำบ้าง ก็ให้แตกเป้าหมายใหญ่นั้นออกเป็นเป้าหมายย่อย ค่อย ๆ ทำทีละอย่าง อย่างสม่ำเสมอ
- อย่าลืมสำรวจโลกภายนอกด้วย จะได้รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำนั้นสุดท้ายจะไม่กลายเป็นเหนื่อยฟรี เพราะไม่มีอะไรน่าเหนื่อยเท่ากับการขยันผิดที่
- การรอทุกอย่างให้ perfect สไตล์คนญี่ปุ่น จะสู้การทำไปค่อยๆปรับไปแบบจีนหรือเกาหลีใต้ไม่ได้เพราะมันช้าและไม่ทันกินในโลกยุคนี้
- ในยุค 4.0 หากน่านน้ำของเราเต็ม ให้รีบชิ่งไปหาตลาดใหม่ที่สินค้าปัจจุบันของเรายังฟรุ้งฟริ้งอยู่
- ผู้บริโภคเปลี่ยนไปทุกวัน คู่แข่งก็เก่งขึ้นทุกที สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือคู่แข่งที่ข้ามสายพันธ์มาจากธุรกิจอื่นเพราะเค้าจะมองธุรกิจของเราจากมุมที่แตกต่างออกไป และมักจะมองเห็นจุดอ่อนของธุรกิจเราได้ดีเสียด้วย เช่นApple Watch
- ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่สุด คือช่วงเวลาที่บริษัทกำลังรุ่งเรือง ไม่ใช่ถดถอย
- ขั้นตอนแรกของการเปลี่ยนแปลง คือการหาปัญหาให้เจอ ทั้งปัญหาเล็กใหญ่ เพราะจะแก้ทั้งที ต้องแก้ให้ครบ และในฐานะผู้นำ เราต้องสร้างการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงให้นำหน้าการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม
- เคล็ดลับคือ การเอาวิธีที่สุดยอดของอุตสาหกรรมอื่นๆมาใช้แก้ปัญหากับธุรกิจของเรา ซึ่งจะช่วยให้เราแก้เหนือปัญหาได้แบบที่สูงมากไม่น่าเชื่อ เช่นเอาระบบจัดการของ Formula 1 มาปรับระบบการทำงานของห้องฉุกเฉินโรงพยาบาล หรือเอาระบบการรักษาความปลอดภัยการขนส่งน้ำมัน มาใช้จัดการระบบการขนส่งสินค้าทั่วไป
- สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องนึงคือ CEO หรือเจ้าของต้องเป็นผู้สื่อสารเรื่องของความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นด้วยตัวเอง
- การเปลี่ยนแปลงอาจจะมีกลยุทธ์ซับซ้อนและวิธีการมากมาย แต่การสื่อสารต้องเรียบง่ายที่สุด เรียบง่ายชนิดที่ทีมงานระดับล่างสุดยังเข้าใจได้ง่ายๆ
- การเปลี่ยนที่ดีต้องมีกรอบเวลาและวัดผลได้ทุกระยะ ไม่งั้นจะไม่มีอะไรเปลี่ยน
- การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่การมีไอเดียดีๆแล้วจบ มันยังมีงานต่อเนื่องจากนั้นอีกมาก เพราะฉะนั้นอย่าพึ่งชะล่าใจ
 
สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและมีประโยชน์ที่สุดสำหรับทุกคนที่จะได้จากหนังสือเล่มนี้คือการพยายามสังเกตุในเรื่องที่คุณกิฟท์เล่าที่เป็นเรื่องส่วนตัวว่าเธอทำอะไรมาบ้าง ได้ยินอะไรมาและเธอมีปฏิกิริยาตอบรับกับสิ่งนั้นอย่างไร
 
สิ่งหนึ่งที่ผมบอกได้คือคุณกิฟท์มีสัญชาติญานของการจับสัญญานความเปลี่ยนแปลงสูง เรียกว่าประสาทสัมผัสไวมากว่าจะมีภัยมาใกล้ตัว เธอจึงขยับตัวหนีได้ก่อนคนอื่น
 
ตัวอย่างจากเรื่องที่เล่าในเล่มคือ มีลูกค้า 3-4 รายพูดใส่หน้าว่า การ์ดแต่งงานไม่ต้องลงทุนมากเดี๋ยวแขกก็โยนทิ้งแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นฟังแล้วอาจแค่เจ็บแค้นน้อยใจว่าโดนดูถูก แต่คุณกิฟท์แปลออกว่านั่นคือสัญญานแห่งความหายนะของธุรกิจการ์ดแต่งงานเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน เธอจึงตัดสินใจขยายตลาดไปพม่าและประเทศอื่นที่ผู้คนยังให้ความสำคัญกับการลงทุนทำการ์ดแต่งงานสวยๆ
 
หนังสือของคุณกิฟท์จึงเป็นสิ่งที่คนเป็นเจ้าของธุรกิจ น่ามีเป็นคู่มือติดตัวไว้ครับ