Trick of the trade
Trick of the trade
น้ำในโอ่ง
บ้านใครมีโอ่งดินใหญ่ๆ แบบในภาพอยู่บ้างครับ
เรามักจะชอบรองน้ำใส่ไว้เต็มๆ ปิดฝาแล้วปล่อยทิ้งไว้สัก 2-3 เดือนเพื่อเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น
พอเวลาจะใช้ไปเปิดฝาดู เหลือน้ำอยู่หน่อยเดียว หรืออาจเหลือแต่โอ่งแต่น้ำข้างในหมดเกลี้ยง
 
อาการแบบนี้เรียกว่าค่อยๆซึมแบบที่เราไม่รู้ตัว
 
ซึมนี้ร้ายกว่ารั่วมากนัก เพราะรั่วนี่เรายังเห็นชัด จะแก้จะอุดก็ทันเวลา แต่ซึมนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่รู้น้ำมันออกตรงไหน กว่าจะรู้ตัวโอ่งก็แห้งแล้ว
 
คุณต้องระวัง อย่าให้ธุรกิจของคุณเป็นเหมือนโอ่ง ที่มีอาการซึมแบบนี้ตลอด เพราะกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป
ยิ่งคุณปิดฝาไว้ตลอดและวางใจว่ายังไงน้ำก็ไม่หายไปไหน แบบนั้นยิ่งน่ากลัว
 
มี 2 เรื่องที่คุณต้องระวังให้ดี คือการซึมออกของสต็อกสินค้า กับลูกค้า ซึ่งทั้ง 2 เรื่องคือสาเหตุที่จะพาเราเจ๊งได้
 
เรื่องแรกคือการซึมออกของสต็อกสินค้า
 
สิ่งแรกที่ผมอยากถามคุณตอนนี้คือ ครั้งสุดท้ายที่คุณตรวจนับมันทั้งหมดคือเมื่อไหร่ 
เจอคำถามนี้เข้าไป หลายคนอาจจะสะอึกกินข้าวไม่ลงก็ได้ เพราะคุณรู้ผมจะพูดอะไรต่อ
คนที่มีร้านและขายสินค้าหลายร้อยรายการ ยิ่งเจอสีเจอไซส์ด้วยแล้ว จะรู้ดีว่ามีสินค้าหลายพันชิ้นกองอยู่หลังร้านเพื่อรอวันขาย
 
บางคนอาจจะเถียงว่า สต็อกมันไม่มีขา มันจะหายได้ยังไง
ใช่ครับ สต็อกไม่มีขา แต่มนุษย์ 2 ขานี่แหละที่พาสต็อกคุณออกไปจากเรา
 
ถ้าคุณทำธุรกิจ คุณจะดูแลสต็อกทิ้งๆขว้างๆเหมือนโอ่งน้ำในภาพไม่ได้ เพราะคุณจะพบจุดจบเดียวกันคือกว่าจะรู้ตัวมันก็หายไปหมดแล้ว
 
ผมมีเทคนิคเล็กๆจะแนะนำเกี่ยวเรื่องสต็อกตามนี้
1. คุณต้องมีผู้จัดการดูแลคลังสินค้าไว้หนึ่งคนเพื่อทำหน้าที่คุมสต็อกทั้งร้านคู่กับคุณ คือถ้าของหายแกโดนคนแรก (ตอนอยู่เงินฉัน ตอนหายเงินแก) 
คนนี้คุณต้องดูแลให้ดีเพราะเค้ากำลังดูแลเงินหลายแสนหลายล้านบาท คุณต้องกล้าให้ความรับผิดชอบและรายได้ที่ดีมากๆเพื่อให้เค้าตั้งใจทำงานให้ดีและไม่คิดสั้นทำอะไรไม่ควร ข้อนี้จำเป็นมากเพราะคนดูแลสต็อกคือหัวใจของการควบคุมของหาย
งานของเค้าง่ายมาก คือการควบคุมการไล่นับสต็อกทุกวัน  ทำเอกสารว่าของเข้าเมื่อไหร่ โอนไปสาขาไหนบ้าง ตั้งกระทบยอดขายตามสาขาว่าขายไปเท่าไหร่และล่าสุดต้องเหลือเท่าไหร่ งานไม่ไต้องใช้คนมีความรู้เรียนจบปริญญา แต่ต้องการคนที่ขยัน ใส่ใจและซื่อสัตย์เท่านั้น
 
2. การนับสต็อก ให้นับรายการละ 2 ครั้งเสมอ คุณนับ 1 รอบ พนักงานนับ 1 รอบ เซ็นชื่อกำกับไว้ทั้ง 2 คนทุกครั้งที่นับ อย่าขี้เกียจเช็คสต็อก เพราะการเช็คสต็อกบ่อยๆคือวัคซีนที่ดีที่สุด
 
3. ถ้าเป็นการการนับสต็อกของหน้าร้าน ให้นับมูลค่าตามราคาปลีก เพื่อเอาไว้ยันกับยอดขายและเงินสดในร้าน การให้เด็กรับทราบเฉพาะจำนวนชิ้นไม่พอนะครับ
 
4. ทุก 6 เดือน เช็คใหญ่ 1 ครั้ง (นับทุกรายการทั้งร้าน) ทุก 3 เดือน สุ่มเช็ค 1 ใน 4 ของร้าน และทุกเดือนสุ่มเช็ค 5-10 รายการ มอบหมายให้ผู้ดูแลสต็อกทำแล้วคุณตรวจ ทำแบบนี้พนักงานจะไม่กล้า นับทุกครั้งเซ็นชื่อรับทราบจำนวนทุกครั้ง
 
5. ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการร้าน นับสต็อก 100%ทุกครั้งเพื่อความสบายใจของคนเก่าและคนใหม่ หากพบว่าหาย คนเก่าจะได้เคลียร์ให้เรียบร้อยก่อนจากไป คนใหม่จะได้สบายใจด้วย
เรื่องของหายนี่ป้องกันได้นะครับ อาจจะจุกจิกนิดหน่อย แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่คุณควรให้เวลากับมันมากพอๆกับงานหน้าร้าน
 
แม่ผมบอกเสมอว่า ถ้าจะเปิดร้านแล้วไม่มีเวลาทำเรื่องง่ายๆแค่นับสต็อก ให้เอาเงินไปบริจาคดีกว่า
เพราะเสียเวลา ยังดีกว่าเสียค่าโง่มากนัก
 
นอกจากการซึมออกของสต็อก 
การซึมออกของลูกค้าก็เป็นอีกเรื่องที่เราต้องใส่ใจให้มากว่าวันนี้เรามีลูกค้าเหลืออยู่เท่าไหร่แล้ว
 
การซึมออกของลูกค้ามี 2 ลักษณะ แต่เป็นผลต่อเนื่องกัน
จำนวนลูกค้าที่แวะเข้าร้านค่อยๆน้อยลงทุกวัน
กับลูกค้าที่ซื้อกันประจำค่อยๆทยอยหายไป
 
ถามว่าอันไหนแย่กว่ากัน คงต้องตอบว่าแย่ทั้งคู่
 
จำนวนลูกค้าน้อยลง มีสาเหตุหลายอย่าง เช่น คุณกำลังขายของที่คนเริ่มเบื่อแล้ว มีร้านใหม่มาเปิดใกล้ๆกัน ร้านเก่าไม่น่าเข้าก็ไม่ยอมปรับปรุง ฯลฯ 
 
ซึ่งคุณต้องไปหาคำตอบเอง ให้สาธยายตรงนี้ยังไงก็ไม่จบ พบคำตอบแล้วรีบแก้ไข ทำโปรฯเรียกลูกค้าเข้าร้าน แจกนิดแถมหน่อย อย่างน้อยเพื่อเรียกลูกค้ามารู้จักร้านของเราสักครั้งก็ยังดี
 
จำนวนลูกค้าที่ซื้อประจำน้อยลง ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะลูกค้าประจำคือคนสำคัญที่สุดของธุรกิจ คุณต้องรักษาไว้ให้ได้ และเป็นเรื่องจริงที่ว่า การรักษาลูกค้าประจำนั้นง่ายและใช้เงินน้อยกว่าการสร้างฐานลูกค้าใหม่มากนัก
 
สาเหตุที่ลูกค้าประจำน้อยลง เช่น คุณไม่เคยมีอะไรแปลกใหม่มาขายเลยตั้งแต่เป็นลูกค้ากันมา ลูกค้าเลยขอไปหาทางเลือกใหม่ให้ชีวิต  เคยมาซื้อแล้วไม่ประทับใจเหมือนเดิม หรือร้านมัวแต่จัดรายการเอาใจลูกค้าใหม่แต่ไม่สนใจลูกค้าเก่า
 
การซึม ไม่ว่าจะเป็นสต็อกหรือลูกค้า ล้วนเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ธุรกิจของเราพังเอาง่ายๆ
อย่าละเลยนะครับ