Trick of the trade
Trick of the trade
คลื่นลูกใหม่
คลื่นลูกใหม่ แรงกว่าเสมอ
 
ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้หลายครั้งแล้วโดยเฉพาะเวลาที่ออกเดินทางแล้วเจอภาพเด็กน้อยกำลจะขึ้นเครื่องบิน ก็จะอดนึกย้อนไปถึงตัวเองไม่ได้
 
ผมมีโอกาสขึ้นเครื่องบินครั้งแรก อายุปาเข้าไป 20
กว่าจะมีอีเมล์ส่วนตัวอันแรก ปี 1997 ก็อายุ 24 แล้ว 
ได้ซื้อของออนไลน์เป็นครั้งแรก น่าจะตอนประมาณ 30
มี content พร้อมช่องทางการสื่อสารของตัวเอง (คือเพจที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้) ตอนอายุ 40 
 
พอมองย้อนกลับไป เคยรู้สึกว่า ทำไมกว่าโลกจะสร้างโอกาสให้เราเข้าถึงอะไรง่ายๆแบบนี้ได้ ตัวเองอายุปาไปครึ่งชีวิตแล้ว ถ้าสิ่งที่ว่ามา มีเกิดขึ้นเร็วขึ้นอีกสัก 10 ปี ป่านนี้ผมคงทำอะไรได้อีกเยอะ
 
จริงๆแล้ว นั่นมันเป็นแค่ความคิดโง่ๆอันนึงของผมนะครับ
เพราะพอมานั่งมองอย่างจริงจัง ก็ต้องขอบคุณตัวเองเหมือนกันว่า การเกิดมาในยุคสมัยที่ทุกอย่างไม่ได้พร้อมไปเสียหมดนี่มันก็เป็นเหมือนเกราะคุ้มกันตัวองอย่างนึงเหมือนกัน
 
เราเข้าไม่ถึงโอกาส คนที่จะเป็นคู่แข่งก็เข้าไม่ถึงเช่นกัน มิติของการแข่งขันมันเลยมีไม่กี่อย่างที่จะตัดสินแพ้ชนะกันได้ เช่นความคิดสร้างสรรค์ ความแปลก ความขยัน ความมีวินัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่เรารับมือกับมันได้มากกว่า
 
ผมใช้คำว่ารับมือกับมันได้มากกว่า โดยมี 2 ความหมายรวมกันอยู่คือ เราสร้างเองได้ และควบคุมมันได้ 
 
เราขยัน เรามีความแตกต่าง เรารักษาคุณภาพได้ดีสม่ำเสมอ ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ถ้าเราตั้งใจทำ เราก็มีจุดดึงดูดและรักษาลูกค้าได้
 
แต่โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วเพราะมีปัจจัยเชิงเทคนิค ที่เราควบคุมไม่ได้เลยเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนการแข่งขัน ที่เห็นได้ชัดเจนคือเครื่องมือบนโลกดิจิตอลทั้งหลาย ที่ระบบประมวลผลการทำงานของมัน (algorithm) ลึกลับซับซ้อนกว่าจะมานั่งเรียนกันได้ เรียกว่ามันฉลาดเกินมนุษย์จะตามทัน โดยเฉพาะคนยุคผมขึ้นไปนี่ แค่ตามเฉพาะในฐานะผู้ใช้งานให้เป็นหรือให้ครบฟังก์ชั่นก็เหนื่อยแล้ว
 
แต่เด็กรุ่นหลังที่เกิดตั้งแต่ยุคมิลเลนเนี่ยม เป็นต้นมาคือคนรุ่นที่เกิดมากับความพร้อมและการเข้าถึงโอกาสและเครื่องมือใหม่ทุกประเภท พวกเค้าโตและคุ้นเคยการใช้เครื่องมือยุคใหม่มาตั้งแต่เด็ก จึงไม่ต้องสงสัยว่ามันจะง่ายแค่ไหนที่คลื่นลูกใหม่อย่างพวกเค้าจะแซงหน้าคนรุ่นก่อนไปได้
 
ที่จริงผมอยากจะใช้คำว่าคลื่นลูกใหม่จะกวาดกลืนคลื่นลูกเก่ามากกว่า
เพราะการแซงนั้นมันจะกลืนรวมคลื่นเก่าแรงเอื่อยเข้าไปในคลื่นใหม่ด้วย
 
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ แล้วเราจะรอดได้อย่างไร
 
คำตอบคือ การลอยเหนือคลื่น คือทางรอดครับ
ซึ่งเรามีทางเลือก 2 ทาง
 
ทางเลือกแรก เราทำตัวเป็นห่วงยางที่มีลมอัดแน่น 
 
เริ่มต้นโดยการทำตัวเองให้แข็งแกร่ง เต็มไปด้วยคุณภาพที่อัดแน่นเหมือนลมในห่วงยางชูชีพที่พร้อมทนแดดทนฝนได้นาน ทางเลือกนี้ "ลม" หรือคุณภาพของตัวเรา คือแก่นหลักที่จะพาตัวเราอยู่เหนือกระแสการเปลี่ยนแปลง จากนั้นเราเพียงเฝ้ามองมันอย่างรู้เท่าทันแต่ไม่ปล่อยตัวเองให้ลงไปอยู่ในกระแสคลื่นที่เราไม่มีทางสู้ ใช้ความแรงและเร็วของคลื่นเป็นเครื่องมือช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้โดยที่มันไม่ทำร้ายเรา ไม่ว่าตัวเราจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ตราบใดที่ตัวเรายังสามารถเติมลมเข้าได้ เราจะไม่มีวันจม 
 
อีกทางเลือก คือ ทำตัวให้เหมือนเสาปักหลักกลางทะเล และทำตัวให้ลีบ เล็ก ลีน ที่สุด
เรียกว่าเราผอมบางคล่องตัวสูงจนคลื่นแรงไม่สามารถทำอะไรได้
ผมเปรียบเทียบกับหลักกลางทะเลเพราะต้องการให้เห็นภาพของคำว่า โฟกัสในเรื่องเดียว แต่รู้ให้ลึกที่สุด เหมือนเสาหลักกลางทะเลที่ยิ่งปักลงไปลึกยิ่งสู้คลื่นลมได้นาน
 
ทั้ง 2 แนวทางที่ว่ามา มีแก่นของความสำเร็จร่วมกัน คือคุณภาพแต่แนวทางที่เหมาะสมสำหรับเราจะเป็นอันไหน ขึ้นอยู่กับบริบทของตัวเราว่าเรานั้นอยากเป็นแบบไหน ใหญ่หรือเล็ก 
 
ถ้าอยากใหญ่ ต้องลอยเหนือคลื่นให้ได้
 
ถ้าอยากอยู่กลางคลื่น ต้องทำตัวเองให้ lean ครับ