Trick of the trade
Trick of the trade
ลงทุนแฟรนไชส์ คาเฟ่ อเมซอน คุ้มหรือไม่
ลงทุนแฟรนไชส์คาเฟ่อเมซอน คุ้มหรือไม่ ดูยังไง
 
เห็นกระทู้ในพันธ์ทิพย์ซึ่งเป็นกระทู้เก่าตั้งแต่ปี 2557 เรื่องเงื่อนไขการขอเป็นแฟรนไชส์ร้าน Cafe Amazon ว่าคุ้มหรือไม่ผมว่าน่าสนใจเลยขอแชร์มาไว้ในนี้ด้วย โดยภาพประกอบเป็นเงื่อนไขปีปัจจุบัน (2560) แล้ว
(ที่มา จาก เวปไซด์ทางการของคาเฟ่อเมซอน)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
สำหรับความเห็นของผม ตามนี้ครับ
1. เรื่องแรกที่ผู้ลงทุนจะต้องรู้ให้ละเอียดในการทำทุกธุรกิจคือ ความสามารถในการหารายได้ของธุรกิจเรามีแค่ไหน มีกี่ทาง มีปัจจัยอื่นเป็นส่วนประกอบหรือไม่เช่นฤดูกาล กระแสความนิยมเป็นแบบแปร๊บๆหรืออยู่นาน ระยะเวลาเปิดร้านกี่ชม./วัน คนมีโอกาสเข้าร้านกี่คน/วัน เป็นต้น เรื่องแบบนี้อย่าทำเองคนเดียวนะครับ พยายามปรึกษาคนอื่นเยอะๆโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวงการเดียวกัน
อย่างตัวอย่างในกระทู้ของกาแฟอเมซอน ที่มาของรายได้มี 1.5 ทางเท่านั้น คือ 
1.การขายเครื่องดื่มทุกประเภท และอีก 0.5 คือการขายขนมที่วางในร้าน ซึ่งทางเจ้าของแบรนด์ไม่ได้ห้ามไว้และขายได้โดยไม่กระทบกับจำนวน+ความสามารถที่ชงกาแฟได้ในแต่ละวัน (เช่นวันนึเราชงได้สูงสุดคือ 400 แก้ว แปลว่ารายได้เราสูงสุดจากเครื่องดื่มคือแค่นั้น นอกนั้นต้องหารายได้จากการขายของอย่างอื่น)
ผมเคยจับเวลาการชงกาแฟของร้าน เช่น Amazon Intanin และ Arabika Coffee โดยการสังเกตจากลักษณะเครื่อง ประเภทเครื่องดื่ม นับแล้วชั่วโมงนึงสูงสุดไม่เกิน 40 แก้วครับ ซึ่งเป็นช่วงเช้า 7~9โมงเช้าคือยุ่งเป็นลิง แต่พอเป็นช่วงบ่ายๆ ขายจริง 20-25 แก้วต่อชั่วโมงนี่เจ๋งแล้ว
 
2. ต้นทุนและกำไรจากการขายต่อหน่วยของสินค้าแต่ละประเภทเป็นเท่าไหร่ อันนี้มีผลกับชีวิตมากนะครับ ถ้าคุณขายของกำไรสูงได้เยอะกว่า คุณก็จะได้กำไรมากกว่าด้วยจำนวนแก้วขายที่เท่ากัน
น้ำผลไม้ปั่นจะกำไรสูงกว่ากาแฟ
กาแฟร้อนธรรมดาจะกำไรดีกว่ากาแฟเย็น
กาแฟปั่นใช้เวลามากสุด ทำให้เสียโอกาสขายตัวอื่น
เรื่องแบบนี้ จะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้นะครับ
 
3. ถ้าจะลงทุนแฟรนไชส์ อ่านเงื่อนไขดีๆว่าเค้าเรียกเก็บ %ค่าอะไรบ้าง และคิดจากอะไรเป็นตัวตั้งเช่น การตลาด (marketing fees) ค่าแบรนด์ (loyalty fees) ค่ากระจายสินค้า (distribution or D.C. fees) 
ค่าใช้จ่ายที่ว่ามานี้ คิดจากยอดขายก่อนหักส่วนลด (พวกโปรฯทั้งหลายที่กด *555 น่ะ /ส่วนลดบัตรสมาชิกด้วย) หรือคิดจากยอดขายหลังหักส่วนลดพวกนี้แล้ว บางแบรนด์จะคิดจากกำไร ซึ่งต้องดูอีกว่าคิดจากกำไรขั้นต้น กำไรสุทธิก่อนหักภาษี หรือกำไรสุทธิของสุทธิจริงๆ
 
4. นอกจากรายการค่าใช้จ่ายที่ทางแบรนด์ประเมินคร่าวๆมาให้แล้วเช่นค่าก่อสร้าง ค่าออกแบบ ค่ำดำเนินการจิปาถะ แล้วมันจะยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอะไรอีก ซึ่งแบ่งเป็นทั้งค่าใช้จ่ายคงที่ และไม่คงที่ เช่นค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำไฟ ฯลฯ เมื่อรวบรวมได้ครบแล้วใ้ห้เอามาทำการประมาณการล่วงหน้า 6 เดือนเลยว่าเราอยู่ไหวไหม
 
5. เงื่อนไขอื่นๆที่บังคับให้เราเสียเงินโดยไม่ได้อะไรเพิ่ม เช่นในกระทู้ทางแบรนด์บังคับให้แต่งร้านใหม่ทุก 3 ปี เรื่องนี้ก็ต้องเอามาคิดด้วยว่ากว่าจะถึงวันนั้นเราได้ทุนจากร้านรุ่นแรกไปหรือยัง นี่เก้าอี้ยังไม่ทันสึกก็จะให้แต่งร้านอีกแล้ว คนเข้าร้านก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมากตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสะหน่อย
 
6. การคำนวน ROI หรือ Return on Investment ว่าเงินที่เราลงทุนไป ใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะได้ทุนคืน วิธีการคิดคือ เอาเงินลงทุนทั้งหมดตั้ง หารด้วยกำไรต่อเดือน (หรือจะต่อปีก็ได้)
ยกตัวอย่างกรณีนี้ ผมเอาง่ายสุดคือ
กำไรต่อเดือน คือ กำไรสุทธิ 15% x 300 แก้วต่อวัน x 50 บาท/แก้ว 
= 15% x 300 x 3 วัน x 50 บาท = 67,500 บาท
เงินลงทุน ประมาณ 2,500,000 บาท / 67,500
= 37.03 หรือ 3 ปีกับ 1 เดือน คือระยะเวลาที่คุณได้ทุนคืน
 
เมื่อขึ้นปีที่ 4 ตามเงื่อนไขคุณโดนบังคับแต่งร้านอีกแล้ว แต่ค่าตกแต่งจะไม่สูงเท่าครั้งแรกเพราะงานโครงสร้างยังอยู่ และไม่ต้องเสียค่าแบรนด์ด้วย ดังนั้นในปีที่ 4 เป็นต้นไป คุณจะคืนทุนได้เร็วขึ้นกว่า 3 ปีแรกกรณีที่มีจำนวนแก้วขายต่อวันเท่าเดิม กำไรของคุณจึงจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างในปีที่ 4 หรือ 5 ไปแล้ว จะหวังใน 3 ปีแรกรับรองว่ายาก เพราะเงินลงทุนแรกสูงเกินไปหน่อยและราคาขายต่อหน่วยคุณไม่สูงเมื่อเทียบกับร้านกาแฟอื่นๆที่ราคาเริ่มต้นก็ 70 บาทแล้ว
 
ไม่ว่าเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม การคิด ROI ก็ใช้วิธีเดียวกันแบบนี้นะครับ นำไปลองฝึกคำนวณดูได้เลยว่าสิ่งที่จะทำนั้นมันคุ้มไหม
 
7. เฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้อีกเรื่องคือ นโยบายการขยายสาขาของเจ้าของแบรนด์มีการคุ้มครองเราแค่ไหนหรือเปิดมันแหลกเท่าที่มีคนสนใจขอซื้อ เรื่องนี้ต้องถามให้ชัดเจนเช่น ภายในรัศมีกี่กิโลเมตรจะไม่มีร้านแบรนด์เดียวกันมาเปิด
สำหรับความเห็นของผม ผมขอตอบเจ้าของกระทู้ว่าไม่คุ้มนะครับ
 
ถ้าผมมีเงินประมาณ 4 ล้านบาท (เงินทุนก้อนแรก 2.5-3 ล้าน + หมุนเวียนอีก 1 ล้านบาท) ผมมีธุรกิจอื่นๆน่าลงทุนกว่าทำร้านกาแฟแน่นอนครับ แต่ถ้าผมเป็นคนรักกาแฟจริงๆ ผมก็จะเปิดร้านของตัวเอง ซึ่งจะมีโอกาสได้กำไรและคืนทุนเร็วกว่ามากครับ