Trick of the trade
Trick of the trade
ถึงตาคุณรวยบ้างแล้ว
ถึงตาคุณรวยบ้างแล้ว
DI$RUPT YOU
 
Jay Samit เป็น Disruptor (ที่หนังสือเรียกว่า นักปฏิวัติความคิด) และผู้นำพาองค์กรชั้นนำมากมายผ่านวิกฤตการณ์แห่งการโดนปฏิวัติหรือโค่นล้มโดยคลื่นธุรกิจยุคใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบและวิธีการทำมาหากินของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นการพาค่ายเพลง EMI รอดจากยุคที่ MP3 และการสร้าง playlist ผ่าน Napster กำลังเฟื่องฟูและทำให้มูลค่าตลาดเพลงในอเมริกาลดลงจาก หลายหมื่นล้านเหรียญลงมาอยู่ที่หลักพันกลางๆเท่านั้น 
 
จุดเด่นของ Jay คือการเป็นนักสังเกตุที่มองเห็นปัญหาในเรื่องที่คนทั่วไปมองไม่รู้ว่าคือปัญหา และสามารถพลิกปัญหานั้นให้เป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจด้วยการวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน
 
หนังสือเต็มไปด้วยหลักการและแนวคิดของการเป็น Disruptor โดยสอนให้รู้ตั้งแต่หลักการเริ่มต้นของการที่เราจะป disrupt อะไรสักอย่าง ว่าเริ่มจากการมองตรงไหนและอย่างไร ไปจนถึงทักษะที่นัก disruptor จำเป็นต้องมีและฝึกจนเป็นนิสัย
 
แนวคิดบางส่วนที่น่าสนใจจากหนังสือ
 
Disruption คือการเท หรือการโละมุมมองของการทำธุรกิจในแบบเดิมไปปสู่มิติใหม่ของการทำ มากกว่าการค่อยๆพัฒนาสิ่งเดิมให้ดีขึ้นไป ตัวอย่างชัดๆคือฉากนึงในหนัง Indiana Jones ที่พระเอกกำลังยืนเผชิญหน้ากับคนป่าที่ยืนแกว่งดาบบาวเฟื้อย รำไปรำมาพระเอกชักปืนยิงโป้งเดียวจบ  ดาบคือนวัตกรรมของการต่อสู้ (ดาบถูกทำออกมาหลายแบบ หลายรุ่น ด้วยเนื้อเหล็กหรือเทคนิคต่างๆกัน อันนี้คือนวัตกรรม) ในขณะที่ ปืน คือ Disruption เปลี่ยนวิถีของการต่อสู้ (ฆ่าได้จากระยะไกล ไม่ต้องประชิดตัว)  คุณเลือกเอาว่าอย่างเป็นแค่ผู้ทำนวัตกรรมหรือนักปฏิวัติ อย่ามัวแต่ดังนั้นต้องระวังให้ดีว่า ตัวคุณยังมัวตีดาบอยู่หรือเปล่าในขณะที่โลกเค้ามีปืนใช้กันแล้ว
 
Disruption ที่แท้จริงคือการสร้างตลาดใหม่และเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจเดิม  คำว่าโมเดลคือร๔ปแบบการค้าขาย ใครทำ ใครขาย ใครซื้อ เงินเข้าทางไหน ออกทางไหน ด้วยวิธีหรือช่องทางใด  ตัวแปรเหล่านี้คือสิ่งที่จะถูกเปลี่ยนแปลง คุณแทบไม่ต้องคิดอะไรใหม่ที่โลกไม่เคยมีมาก่อนเลย หลักการคือเราแค่ศึกษา Value Chain (ขั้นตอนของการเพิ่มมูลค่าจากขั้นสู่ขั้น) แล้วหารอยต่อมีมีปัญหาอยู่แล้วก็แก้ตรงนั้น
 
ไม่มีช่วงเวลาไหน ที่เอื้อต่อการ disruption ให้เป็นจริงได้ง่ายเท่านี้อีกแล้ว เพราะยุคนี้มีเทคโนโลยี ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าถึงและเป็นเจ้าของสื่อ และคนเรายังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางปัญหารอบตัวเต็มไปหมดแต่ในขณะเดียวกัน เงินทุนกลับหาง่ายกว่าสมัยก่อนมากเพราะธนาคารไม่มีความหมายแล้ว
 
วิธีการ disrupt คือการตอบสนองต่อปัฯหาที่เกิดขึ้นกับเรา  ว่าเราจะยอมปล่อยให้มันเกิดขึ้นกับเราต่อไปหรือเลิกก้มหัวให้มันแล้วแก้ไขเสีย
 
นักปฏิวัติโดยธรรมชาติ ไม่กลัวตกงานเพราะเค้าจะสร้างงานขึ้นเอง 
 
คนที่มีประสลการณ์ยาวนานจากหลายธุรกิจ มีโอกาสที่จะปฏิวัติสิ่งต่างๆได้ดีกว่าเพราะประสบการณ์ที่มีติดตัวมาพร้อมกับมุมมองที่หลายมิติกว่า
 
ยุคนี้ การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปแล้ว เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้คุณมีงานทำ
 
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการ disrupt สิ่งใดสิ่งหนึ่งคือ ช่วงที่ตลาดนั้นมียักษ์ใหญ่กำลังฟาดฟันแบบไม่มีใครยอมใคร ช่วงนั้นนักปฏิวัติจะถูกมองข้ามเพราะว่ายังอยู่ในสถานะที่เล็กมากจนเกินจะได้รับความสนใจ แปลง่ายๆว่า คนที่กำลังจะถูกปฏิวัตินั้นกำลังสนใจคู่แข่งผิดราย
 
โลกไม่ได้มีหน้าที่เข้าใจคุณ  แตต่เป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องอธิบายให้ได้ว่าคุณเปลี่ยนโลกได้อย่างไร ถ้าคุณสื่อสารไม่ด้ คุณจะไม่มีวันได้ทุนหรือความสนใจจากใคร  จำไว้ว่าไอเดียวธรรมดาๆที่สื่อสารได้ยังมีค่ากว่าไอเดียล้ำๆแต่คนไม่เข้าใจ
 
เทคนิคที่ดีที่สุดของการ disrupt คือการเปลียน flo ของการไหลไปของเงินในระบบธุรกิจออกจากทิศทางเดิมของมันเสีย
 
การพบความผิดพลาดแต่เนิ่นๆคือองค์ประกอบของความสำเร็จระยะยาว เมื่อล้มเร็วต้องรีบลุก ตั้งสมมติฐานใหม่ให้แม่นยำและผลาญเงินให้น้อยที่สุด  การทำสมมติฐานเพื่อทดสอบแนวคิดเป็นสิ่งสำคัญมาก 
 
เหตุผลที่เราเจ๊งส่วนมากไม่ใช่เพราะไอเดียเราห่วย แต่เป็นเพราะเราหมดทุนก่อนจะเจอวิธีที่ถูกต้องในการเอาธุรกิจเข้าสู่ตลาด
 
ข้อมูลที่แท้จริงอาจทำให้เราผิดหวังแต่มันก็ไม่เคยโกหก จงทำงานโดยใช้ข้อมูลเสมอ
 
นอกจากแนวคิดเจ๋งๆตลอดเล่ม หนังสือยังมีตัวอย่างการ disrupt ที่เป็นฝีมือของ Jay ให้อ่านมากมายตลอดเล่ม เวลาอ่านให้ลองคิดตามและศึกษาวิธีการมอง สังเกตุและตั้งสมมติฐานในการเข้าไปปฏิวัติแต่ละเรื่องให้ดี  คุณจะเห็นว่าการปฏิวัติธุรกิจอะไรสักอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินไป
 
หนังสือเหมาะมากสำหรับคนที่กำลังหาแรงบันดาลใจในการก้าวออกมากำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง  หนังสือเป็นเหมือนการเอาน้ำมันราดลงบนกองไฟ อ่านแล้วไฟลุกพรึ่บจริงๆ เมื่ออ่านเล่มนี้จบแล้วคุณจะมีมุมมองธุรกิจทีเเปลี่ยนไปจากเดิมจริงๆ
 
รับรองว่าไม่ผิดหวังครับ